"จำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุม" กลายเป็นประเด็นปัญหาให้มีการต่อสู้ถกเถียงถึงความไม่จริงใจในการนำเสนอข้อมูลของฝ่ายตรงกันข้ามปรากฏให้เห็น
เป็นข่าวทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวที่อาศัยมวลชนเป็นฐานในการต่อสู้ ไม่ว่าข้อมูลที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลหรือสื่อสาธารณะต่างๆ ในเหตุการณ์นั้นๆ จะมีความใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงก็มีแนวโน้มจะถูกโจมตีจากฝ่ายผู้จัดการชุมนุมที่ต้องการให้ตัวเลขผู้เข้าร่วมชุมนุมที่นำเสนอมีจำนวนมากกว่าที่นำเสนอไว้ ตรงกันข้ามกับฝ่ายที่ออกมาต่อต้านการชุมนุมก็ต้องการให้มีการลดจำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุมให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อเหตุผลทางจิตวิทยาหรือเหตุผลอื่นใดก็ตาม ทั้งนี้ ไม่ว่าตัวเลขผู้เข้าร่วมชุมนุมที่นำเสนอของสื่อจะเป็นไปในทิศทางของฝ่ายใด จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าอย่างน้อยต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดความไม่พอใจเห็นว่าการนำเสนอมีการบิดเบือนจากตัวเลขที่เป็นจริง ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อเป้าหมายและประโยชน์ของแต่ละฝ่ายที่มีความคิดแตกต่างกัน
ยิ่งไปกว่านั้นเราจะได้เห็นการออกมาแสดงถึงวิธีคิดคำนวณในลักษณะต่างๆ ตามหลักวิชาการที่นำมาอ้างอิง เพื่อตอกย้ำถึงความถูกต้องและเพิ่มความน่าเชื่อถือกับข้อมูลของฝ่ายตน หากเห็นว่าตัวเลขที่นำเสนอมีจำนวนน้อยเกินไปไม่น่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นมาตรการตอบโต้กับข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามตามที่ฝ่ายของตนเห็นว่าไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ
ความจริงแล้วการออกมาโต้เถียงในเรื่องตัวเลขจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถรับรู้และสัมผัสได้ไม่ยากไม่ว่าข้อมูลที่นำเสนอของฝ่ายต่างๆ จะเป็นอย่างใด เนื่องจากบุคคลทราบดีว่าข้อมูลที่ถูกนำเสนอจากแหล่งข้อมูลต่างๆ มีเบื้องหน้าเบื้องหลังประการใดบ้าง ใครมีอิทธิพลเป็นผู้กำหนดเนื้อหาสาระของแหล่งข้อมูลใดได้บ้าง ผลประโยชน์ร่วมที่เชื่อมโยงระหว่างแหล่งข้อมูลกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ ดังนั้น การเลือกเชื่อถือข้อมูลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจึงน่าจะเป็นไปบนพื้นฐานของการใช้วิจารณญาณควบคู่กับการตรวจสอบจากข่าวสารข้อเท็จจริงแหล่งต่างๆ แม้แต่บุคคลที่มีสังกัดที่เลือกเชื่อถือข้อมูลโดยอาศัยการตัดสินใจจากการมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องก็ตามก็ปฏิเสธความจริงที่ตนรับรู้อยู่ภายในใจไม่ได้
ผู้เขียนเห็นว่าหากการชุมนุมในครั้งนี้จะได้รับการประมาณตัวเลขผู้เข้าร่วมการชุมนุมต่ำกว่าความเป็นจริง ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ฝ่ายจัดการชุมนุมต้องออกมาเดือดร้อนกับการแถลงข่าวของฝ่ายตรงกันข้ามที่มีเป้าหมายไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ภาพการรวมตัวชุมนุมใหญ่ทั้งสองครั้งที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลและสื่อสาธารณะต่างๆ ตามที่ผู้นำการชุมนุมมีการประกาศขอความร่วมมือให้ประชาชนที่มีความเห็นเดียวกับฝ่ายของตนเข้าร่วมการชุมนุมก็มีจำนวนมหาศาลเพียงพอที่จะให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความครั่นคร้ามไม่สบายใจได้ ซึ่งเห็นได้จากการดำเนินการที่ออกมาในเชิงประนีประนอมผ่อนปรนของฝ่ายรัฐบาลหลายเรื่องในระยะเวลาที่ผ่านมา การไม่กล้าใช้ความรุนแรงและความเด็ดขาดกับผู้ร่วมชุมนุมจำนวนมาก ดังนั้น ความจำเป็นในการออกมาโต้เถียงในเรื่องตัวเลขผู้เข้าร่วมชุมนุมจึงไม่ใช่สาระสำคัญที่จะต้องดำเนินการแต่อย่างใด หากพิจารณาได้จากทิศทางของมาตรการของฝ่ายรัฐบาลที่เลือกใช้ดำเนินการก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว
ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่เคยปรากฏว่ามีเหตุการณ์ครั้งใดที่ประสบความสำเร็จได้จากการบิดเบือนข้อเท็จจริง นอกเหนือจากช่วยให้ระยะเวลาของการต่อสู้ยืดยาวออกไป เพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าของฝ่ายที่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง สุดท้ายแล้วประชาชนก็จะได้รับทราบสิ่งที่เป็น "ความจริง" และจะเสียความรู้สึกจากการถูกหลอกลวงไม่ยอมเสียรู้ตกเป็นเครื่องมือในครั้งต่อๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่เคยยึดถือในอุดมการณ์หรือมีความคลั่งไคล้ใหลหลงก็จะยิ่งเพิ่มความเกลียดชังเป็นเท่าทวีคูณเมื่อรับรู้ภายหลังว่าตนเองกลายเป็นเพียงตัวละครตัวหนึ่งที่ถูกกำหนดให้กระทำเพื่อผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มใดๆ โดยที่การกระทำนั้นๆ ไม่มีประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นไปตามอุดมการณ์ของตน
... "ตัวเลขผู้เข้าร่วมชุมนุม" จึงเป็นข้อเท็จจริง ที่ไม่จำเป็นต้องถกเถียงเพื่อเอาชนะคะคานในเชิงวาทกรรม ที่ไม่เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใดแต่อย่างใด









