บรรยากาศหนาวเย็นเป็นใจในเขาใหญ่ มิได้ทำให้จิตใจแช่มชื่นแม้แต่น้อย เพราะในห้วงคำนึงของผู้เขียนนั้นเห็นแต่หนทางที่ยากลำบากของเศรษฐกิจไทยรออยู่
แม้ว่าทิศทางเศรษฐกิจโลกในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้จะชัดเจนขึ้น แต่สำหรับเศรษฐกิจไทยนั้น แม้ในเชิงตัวเลขแล้วน่าจะดีขึ้นจากปีนี้ แต่ภาพยังอึมครึมไม่แจ่มชัด เหมือนตกอยู่ในหลืบเงาแห่งพญามาร แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงโอกาสและความเสี่ยง ผู้เขียนขอเรียนย้อนไปถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในขวบปีที่ผ่านมาว่าตกต่ำเพียงไร และปัจจัยใดเป็นเหตุแห่งการตกต่ำนั้น
หากเปรียบเทียบประเทศเหมือนดั่งชีวิตคน เศรษฐกิจก็เหมือนเงินในกระเป๋า ในปี 2556 เงินในกระเป๋าของชาวไทยนั้นลดลงมาก เนื่องจากเผชิญปัจจัยลบถึง 3 ประการ
ประการแรก เป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวในปีก่อนหน้า ทั้งจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล ทั้งรถคันแรก จำนำข้าว และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ผสมผสานกับการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมหลังน้ำท่วมในปี 2554 ซึ่งเป็นการดึงกำลังซื้อของประชาชนในปีนี้ออกไป รวมถึงทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ธนาคารพาณิชย์จึงเริ่มเข้มงวดสินเชื่อมากขึ้น เป็นผลให้การบริโภคและลงทุนในปีนี้ลดลงจนถึงกับติดลบ
ประการที่สอง เป็นผลจากเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะจีนที่ชะลอลงมาก อันเป็นผลจากที่ประเทศเหล่านี้ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในเพื่อลดความเสี่ยงฟองสบู่แตก ทำให้ความต้องการสินค้านำเข้าจากไทยลดลง นอกจากนั้นการเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคของตลาดโลกที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น ในขณะที่การผลิตของไทยยังไม่สามารถปรับตัวตามทัน เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การส่งออกไทยแทบจะไม่ขยายตัวเลยในปีนี้
ประการที่สาม เป็นผลจากการลงทุนภาครัฐที่เป็นเพียงความฝัน แต่ไม่มีการเบิกจ่ายจริงดังที่ตั้งเป้าไว้ ทั้งโครงการนอกงบประมาณ เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท นอกจากนั้นโครงการในงบประมาณ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณตามปกติก็น้อยและล่าช้ากว่าปีก่อน ๆ ด้วยเช่นกัน
สำหรับในปีหน้า ในเชิงตัวเลขแล้วเศรษฐกิจไทยน่าจะดีขึ้นกว่าปีนี้ ทั้งจากการส่งออกที่น่าจะกลับมาฟื้นตัวได้บ้างหลังจากเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ยักษ์ใหญ่อย่างจีนที่เริ่มฟื้นตัวบ้าง ทั้งจากการบริโภคและลงทุนที่น่าจะเริ่มฟื้นขึ้นหลังจากชะลอตัวแรงในปีนี้ และจากการเบิกจ่ายภาครัฐที่อาจจะกลับมา โดยเฉพาะหากภาครัฐเร่งการเบิกจ่ายและมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่ภาพเหล่านั้นช่างเลือนรางเหมือนความฝัน เพราะในความจริงแล้วเศรษฐกิจไทยทั้งในปีหน้าและปีต่อๆ ไปยังจะเผชิญกับพญามารถึง 3 ตนด้วยกัน
พญามารตนแรกได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งหากมองในระยะยาวแล้ว เศรษฐกิจไทยเหมือนตกอยู่ใต้เงามารตนนี้ถึงกว่า 7 ปีด้วยกัน นับตั้งแต่ไทยเผชิญกับรัฐประหารในปี 2549 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยที่น่าจะพุ่งทะยานขึ้นอันเป็นผลทั้งจากกระแสเงินทุนไหลเข้าและจากโครงการลงทุนภาครัฐที่จะมีส่วนช่วยลดต้นทุนการขนส่ง กลับเซื่องซึมและเปราะบางกว่าประเทศในภูมิภาค และทำให้เราสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไปอย่างน่าเสียดาย ในขณะที่ในปัจจุบันนี้ พญามารตนนี้ได้กลับมาแล้ว และ เป็นไปได้ที่ไทยจะตกอยู่ในอุ้งมือมารตนนี้อีกไม่ต่ำกว่า 20 ปี
พญามารตนที่สองได้แก่ ความผันผวนและตึงตัวทางการเงินที่จะเริ่มเพิ่มขึ้นหลังจากการประกาศลดทอนการอัดฉีดสภาพคล่อง (QE) ของสหรัฐ อันเป็นนัยหนึ่งของการบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวแล้ว และจะลดทอนสภาพคล่องที่ไหลทะลักทั่วโลกลง รวมถึงมีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยในระยะต่อไป ซึ่งสภาพคล่องที่ลดลงย่อมส่งผลถึงสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลกรวมทั้งไทย ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวลดลง เงินบาทอ่อนค่า และทำให้ต้นทุนทางการเงินของทั้งภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้นในระยะยาว
พญามารตนสุดท้ายได้แก่ ความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาวที่จะลดถอยอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการที่ไทยยังไม่สามารถหาการผลิตใดที่จะมาเป็น “แชมเปี้ยน” แทนสินค้าเดิม (อันได้แก่ Hard Disk Drive) ที่กำลังเสื่อมถอยความนิยมในตลาดโลก ขณะที่ภาครัฐไทยยังไม่ชัดเจนในการหาและสนับสนุนจุดแข็งของไทย (เช่น การท่องเที่ยว การบริการทางการแพทย์)
นอกจากนั้น หากพิจารณาในมิติปัจจัยการผลิต จะพบว่าค่าแรงที่สูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งหันไปใช้แรงงานต่างด้าวแทนการใช้เครื่องมือเครื่องจักรที่จะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตสูงขึ้น ขณะเดียวกัน การที่ประเทศไทยไม่เน้นการวิจัยพัฒนาเชิงพาณิชย์เท่าที่ควร ทำให้ผู้ผลิตไทยบางส่วนได้แต่ผลิตตามคำสั่งซื้อ (OEM) แต่ไม่สามารถสร้างแบรนด์ของตนเองได้
สาเหตุส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการเมืองที่ไม่นิ่ง ทำให้ต้องเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยและขาดการต่อเนื่องเชิงนโยบายและขาดเป้าหมายที่ชัดเจน ต่างจากการเมืองประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย ที่ “นิ่ง” กว่าในระดับหนึ่ง ทำให้เห็นนโยบายภาครัฐและแนวทางในการพัฒนาประเทศที่ชัดเจน
หากชาวไทยไม่รู้รักสามัคคี ก้าวข้ามผ่านความขัดแย้งและมุ่งเน้นที่จะพัฒนาประเทศแล้วไซร้ สังคมเศรษฐกิจไทยก็คงจะหล่นไปอยู่ในหุบเหวมรณะอย่างต่อเนื่องยาวนาน ไม่ต่างจากที่ชาวละตินอเมริกาประสบไม่ต่ำกว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา








