ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2557 Access-Europe ขอนำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ หรือ Bioeconomy ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ๆ
เกี่ยวกับการเชื่อมโยงเรื่องวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเข้ากับการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปมาเล่าสู่กันฟัง
ล่าสุดได้มีโอกาสหารือกับท่านอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนางสาวอุษา กัลลประวิทย์ ประจำสำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำกรุงบรัสเซลส์ ทราบว่าการที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรเชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์เพื่อสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจนั้นเป็นการส่งผลร้ายต่อโลกเพราะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศหรือ “สภาวะโลกร้อน” ที่เรากำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน
การที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น และโลกก็กำลังมีประชากรที่เป็นชนชั้นกลางมากขึ้นด้วย ทำให้มีความต้องการในการบริโภคกำลังซื้อ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ได้มีการคาดการณ์ว่า ภายในปี ค.ศ. 2030 ความต้องการด้านพลังงานจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และความต้องด้านการอาหารจะเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 40 ถึง 50 ยกตัวอย่างง่ายๆ ชนชั้นกลางในในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น จีนและอินเดียกำลังต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น นั่นหมายถึงการใช้พลังงานเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์และการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกที่มากยิ่งขึ้นไปอีก
เพื่อลดแรงกดดันต่อทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัดและเพื่อหาวิธีผลิตพลังงานที่มีความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความพยายามที่จะนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ผลิตพลังงานทดแทนเชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า “เศรษฐกิจชีวภาพ” (bioeconomy) หากนักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาเชื้อเพลิงจากพืช ต้นไม้ และของเสียอินทรีย์ ให้ทำงานได้เหมือนกับหรือดีกว่าเชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์ทั้งในด้านประสิทธิภาพและราคา เชื่อว่าจะเป็นทางออกสำหรับปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรพลังงาน และปัญหามลภาวะ และปัญหาความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้
อันที่จริงเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพอยู่คู่กับมนุษย์มาช้านานก่อนหน้าการนำเอาเชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์มาใช้ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว เช่น ในรูปของการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยกระบวนการหมัก สารประกอบ “เอทานอล” ซึ่งปัจจุบันใช้เติมลงในน้ำมันเชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์ และเป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้เรียกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เศรษฐกิจชีวภาพไม่ได้หมายถึงแค่การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพแทนที่เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเท่านั้น เศรษฐกิจชีวภาพยังหมายถึงการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ พัฒนาอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ ให้มีความยั่งยืนในการผลิตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ไขมันจากธัญพืชและผักผลิตพลาสติกชีวภาพ (bioplastics) ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติโดยแบคทีเรีย เมื่อได้รับการหมักในถังหมักระหว่างกระบวนการหมักจะเกิดก๊าซชีวภาพที่สามารถนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าและทำความร้อนได้อีกต่อหนึ่ง เรียกว่า การพึ่งพาเทคโนโลยีชีวภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ประโยชน์ได้หลายต่อ ทั้งนี้ พลาสติกชีวภาพสามารถนำมาผลิตได้ตั้งแต่ถ้วยกาแฟไปจนถึงเก้าอี้นั่งเลยทีเดียว
ประเทศอิตาลีเป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ เพื่อรองรับการก้าวสู่การเป็นเศรษฐกิจชีวภาพภายหลังจากที่นาง CatiaBastioli นักเคมีชาวอิตาลีและผู้บริหารบริษัท Novamont ได้พัฒนาถุงพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ (biodegradable plastic bags) ซึ่งทำจากวัสดุอินทรีย์เหลือใช้จากการทำเกษตรกรรม ที่เรียกว่า “Mater-Bi” และสามารถนำออกสู่ตลาดได้สำเร็จราวต้นทศวรรษ 1990 รัฐบาลท้องถิ่นในเขตภาคเหนือของอิตาลีก้าวเข้ามาแสดงบทบาทขานรับนวัตกรรมดังกล่าวโดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายห้ามมิให้มีการใช้ถุงพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ (non-biodegradable plastic bags) ซึ่งต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 2011 รัฐบาลอิตาลีประกาศใช้กฎหมายเดียวกัน ทำให้อิตาลีเป็นประเทศแรกในยุโรปที่ห้ามมิให้มีการใช้บรรจุภัณฑ์ดังกล่าวทั่วประเทศ โดยแนะนำให้ประชาชนหันมาใช้ถุงผ้าหรือถุงพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ
ผลของการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวคือ จำนวนถุงพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติในซูเปอร์มาร์เกตลดลงถึงครึ่งหนึ่งและจำนวนขยะของอิตาลีลดลงหนึ่งจากห้าส่วนจากเดิม
อย่างไรก็ดี การรับมือแรงกดดันที่มีต่อทรัพยากรอันจำกัด ไม่สามารถทำได้ด้วยการพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมของเอกชนและการทำงานของกลไกตลาดในรูปของอุปสงค์และอุปทานเท่านั้น ภาครัฐจะต้องมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบการใช้ทรัพยากร จากเศรษฐกิจที่เคยพึ่งพาเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์มาเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาเทคโนโลยีชีวภาพแทน
จีนเป็นประเทศหนึ่งที่จัดให้เศรษฐกิจชีวภาพเป็นวาระสำคัญวาระหนึ่งของประเทศในแผนการพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 ถึง 2015 ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เช่นกัน ประธานาธิบดีโอบามาประกาศใช้ “พิมพ์เขียวเศรษฐกิจชีวภาพแห่งชาติ” ตั้งเป้าให้เทคโนโลยีชีวภาพเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มอัตราการจ้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ เพิ่มอายุขัยของประชาชนชาวอเมริกัน ลดการพึ่งพาพลังงานซากดึกดำบรรพ์ และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน
ในส่วนของอียู เมื่อปี ค.ศ. 2012 ได้มีการออกกลยุทธ์ชื่อ “การสร้างนวัตกรรมเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน : เศรษฐกิจชีวภาพสำหรับยุโรป” (Innovating for Sustainable Growth : a Bioeconomy for Europe) เพื่อขานรับความสำคัญของเศรษฐกิจชีวภาพภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้มีการใช้งบประมาณ 4.7 พันล้าน ให้ทุนดำเนินการวิจัยในสาขาความมั่นคงทางอาหาร เกษตรกรรมที่ยั่งยืน การวิจัยทางทะเลและการเดินเรือ และการวิจัยด้านเศรษฐกิจชีวภาพ ภายใต้โครงการการให้ทุนเพื่อการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม Horizon 2020 ซึ่งจะเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2014
นาง Geoghegan-Quinn กรรมาธิการยุโรปด้านการวิจัยและนวัตกรรมกล่าวย้ำกับประชาชนยุโรปผู้เสียภาษีให้แก่รัฐว่า “เม็ดเงินทุกเม็ดที่ลงทุนไปกับเศรษฐกิจชีวภาพ ผ่านโครงการ Horizon 2020 จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า การลงทุนทุกๆ 1 ยูโร จะได้ผลตอบแทนอย่างน้อย 10 ยูโรกลับมาทุกครั้ง”
ขอบคุณข้อมูลจากสำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์
---------------------------------
ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.euหรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd









