วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลือกตั้งก่อนปฏิรูป : ปฏิรูปเลือกตั้งไม่ได้ ?

นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศตอน 14.20 น. ของวันเสาร์ ผ่านช่อง 11 เสนอให้มีการร่วมสัตยาบันตั้ง “สภาปฏิรูปประเทศ”

ทันทีที่มีรัฐบาลหลังการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.

เป็นเวลาใกล้กับที่กรรมการบริหารชุดใหม่ ของพรรคประชาธิปัตย์จะประชุมเวลา 15.00 น. เพื่อตัดสินว่าจะบอยคอต การเลือกตั้งครั้งนี้

ก่อนหน้านายกฯยิ่งลักษณ์ออกอากาศไม่กี่นาที แวดวง social media เช่น ทวิตเตอร์ ก็มีกระแสข่าวว่าที่ประชุมของภาคต่าง ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์มีมติที่จะเสนอที่ประชุมใหญ่ว่าให้คว่ำบาตรการเลือกตั้ง

คำแถลงเสนอตั้งสภาปฏิรูปของนายกฯเกิดขึ้นเพียงวันเดียวก่อนที่ กปปส. จะชุมนุมใหญ่ทั่วกรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ที่ 22 ธ.ค.

เมื่อพิจารณาจังหวะเวลาและเนื้อหาแล้วก็พอจะสรุปได้ว่า เรื่องสาระของข้อเสนอไม่สำคัญเท่ากับกลยุทธของการลดน้ำหนักของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือเพื่อให้การชุมนุมใหญ่ที่จะเกิดขึ้นแผ่วเบาลงจากที่คาดว่าอาจจะหนาแน่นกว่าทุกครั้ง

เพราะพิจารณาจากเนื้อหาแล้ว ข้อเสนอก็ไม่ได้มีประเด็นใหม่หรือจะเป็นการ “ผ่าทางตัน” ที่หลายฝ่ายอยากจะเห็น

สิ่งที่ผู้คนคาดหวังคือ ความกล้าหาญทางการเมืองที่ฝ่ายนายกฯจะริเริ่มเจรจากับฝ่ายต่อต้านและพรรคการเมืองใหญ่อื่น ๆ เพื่อจะหาทางออกจากวิกฤติครั้งนี้

แต่ข้อเสนอล่าสุดของบ่ายวันเสาร์ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ที่เดิมคิดว่าจะเป็น “เซอร์ไพรส์” ก็ไม่ได้สร้างความประหลาดใจในทางบวกแต่อย่างไร

เพราะหากนายกฯเห็นว่าการ “ปฏิรูป” มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการ “เลือกตั้ง” ก็ควรจะต้องจับมือกับฝ่ายต่าง ๆ ที่ยืนอยู่คนละข้าง ร่างวาระการปฏิรูปอย่างจริงจัง เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นที่ยอมรับกันทุกฝ่าย

ฝ่ายต่อต้านต้องการให้มีการ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”

นายกฯยืนกรานว่าต้อง “เลือกตั้งก่อนแล้วปฏิรูป”

กลับมาสู่ปัญหาเดิมว่าคนไทยไม่น้อยไม่เชื่อว่า “นักเลือกตั้งจะจริงใจกับการปฏิรูป”

เพราะข้อเสนอ “เบื้องต้น” ล่าสุดของนายกฯบอกว่า

1.พรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้งและองค์กรภาคส่วนต่าง ๆ ต้องร่วมให้สัตยาบันว่าภายหลังมีสภาและ ครม.แล้ว ต้องตั้งสภาปฏิรูปประเทศโดยทันที

2.การตั้งสภาปฏิรูปประเทศประกอบด้วยองค์กรวิชาชีพ พรรคการเมือง ที่ประชุมอธิการบดี กระทรวง ส่วนราชการ สถาบันการศึกษา กลุ่มที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่สำคัญ

3.สภาปฏิรูปประเทศจะทำงาน 2 ปี เพื่อจัดทำกลไกปฏิรูประเทศในระยะยาว โดยเน้นที่การปฏิรูปการเมือง

ทำให้เกิดคำถามว่าถ้า “พรรคการเมือง” และ “กระทรวงกับส่วนราชการ” มีบทบาทในสภาปฏิรูปประเทศ, ก็หวังจะมีการเปลี่ยนแปลงประเทศตามที่ประชาชนเรียกร้องต้องการได้ยาก

อีกทั้งข้อเสนอไม่ได้บอกว่าสภาหรือรัฐบาล ที่มาหลังเลือกตั้งจะต้องรับฟังหรือทำตามมติของ “สภาปฏิรูป” อย่างไรหรือไม่

ไม่ต่างกับที่เคยมีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปมาหลายชุด (รวมถึงเรื่อง “ปรองดอง” ที่รัฐบาลตั้งมาแล้วหลายคณะ) แต่รัฐบาลไม่เคยสนใจนำมาใช้ในทางปฏิบัติ

หากรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านจริงใจกับการปฏิรูปอย่างที่ประกาศ ต้องหาทางพูดจากันโดยเร่งด่วน เพื่อที่จะหาสูตรกระบวนการ “ปฏิรูป” ที่จะทำให้การ “เลือกตั้ง” ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปรับเปลี่ยนแก้ไขกติกาบ้านเมือง ให้มั่นใจว่าจะเกิดสังคมที่เป็นธรรม และกลไกรัฐที่ทำให้การทุจริตประพฤติมิชอบ จะต้องลดลงหรือหายไปก่อนที่จะมีการหย่อนบัตรเลือกตั้ง

หรือหากจะให้การ “ปฏิรูป” คู่ขนานไปกับการ “เลือกตั้ง” ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านและพรรคการเมืองทั้งหลายก็จะต้องตั้งวงหาทางออกร่วมกัน ก่อนที่การเผชิญหน้าจะกลายเป็นการแตกหัก อันจะนำไปสู่ความรุนแรงและวุ่นวายของบ้านเมือง

หนทางคลายวิกฤติมีแน่นอน นักการเมืองต่างหากที่ไร้ความสามารถ ที่จะหาทางออกให้กับบ้านเมืองร่วมกัน