วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อทุกฝ่ายปิดประตูเจรจา วิกฤติรอบใหม่ก็ก่อตัวขึ้น

กรณีที่ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(กปปส.) ได้ยกระดับการชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค. นี้ โดยเป็นการชุมนุมเพื่อขับไล่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะที่รัฐบาลยังยืนยันจะดำเนินการตามกฎหมาย หลังจากประกาศยุบสภาไปแล้ว และมีพระราชกฤษฎีกาวันเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 นั่นหมายความว่า ข้อเสนอต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือปฏิรูปก่อนนั้น ไม่ต้องกล่าวถึงอีกต่อไป

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ เราจะเห็นว่ามีเวทีต่างๆ มากมายเพื่อแสวงหาทางออกให้กับความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น แต่เนื่องจากความขัดแย้งในครั้งนี้ ทั้งกลุ่ม กปปส. และรัฐบาลยืนอยู่คนละด้าน หรือที่มีบางคนกล่าวว่าไม่มีฝ่ายใดลดเงื่อนไขของตัวเองลง เพื่อเจรจาหาทางออก ซึ่งเท่ากับว่าการยืนยันในจุดยืนเดิมนั้น ทำให้การเจรจาใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีความหมาย เป็นเพียงแต่การชะลอความขัดแย้งออกไปเท่านั้น จนในที่สุดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ยังเกิดจากจุดยืนเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลง

การรักษาจุดยืนของทั้งสองฝ่าย ต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง แต่ที่น่าเสียหายอย่างมาก ก็คือ ความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การเจรจาหาทางออกใดๆ ต้องยุติลง ดังจะเห็นได้จากข้อเสนอของฝ่ายใดก็ตามเพื่อหาทางออก ไม่ว่าจะเป็นของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือ เวทีปฏิรูปที่จัดขึ้น ทั้งของรัฐบาลหรือภาคเอกชนนั้น มักจะถูกตีความไปโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสมอ จนไม่มีทางออกที่เป็นกลางเหลืออยู่ให้เป็นทางเลือกกับสังคมในขณะนี้ ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้ เท่ากับบังคับให้สถานการณ์ขัดแย้งมากขึ้น

หากติดตามความเคลื่อนไหวของบรรดาพรรคการเมือง หรือ กลุ่มที่สนับสนุนทางการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เราจะเห็นได้ว่าในช่วงเวลานี้ แทบไม่มีบรรยากาศของการสร้างความปรองดองหรือเปิดทางให้กับการเจรจาเลย ทุกอย่างเป็นเรื่องของกติกาทางการเมืองโดยแท้ ดังจะเห็นได้จากแนวทางการปฏิรูปต่างๆ นั้น แทบไม่มีการพูดถึงเลย หลังจากที่ความขัดแย้งรอบใหม่เริ่มปะทุขึ้น ซึ่งเราไม่รู้ว่ามีความพยายามของฝ่ายใด ต้องการให้มีการเจรจาอีกหรือไม่ แต่หากไม่มีความพยายามดังกล่าวแล้ว ก็เท่ากับว่าเร่งไปสู่ความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น เมื่อแต่ละฝ่ายต่างจุดยืนกัน ก็เท่ากับว่า การเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 เป็นเรื่องที่น่าติดตามสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด เพราะขณะนี้มีการประเมินไปล่วงหน้าแล้วว่าการเลือกตั้งที่มีขึ้นนั้น ไม่น่าจะเป็นสถานการณ์ที่เรียบร้อยนัก อาจเกิดความวุ่นวายในหลายพื้นที่ แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐมั่นใจว่าจะสามารถดูแลให้สถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น สามารถผ่านไปได้โดยไม่เกิดความรุนแรง แต่ก็เป็นเรื่องยากมากในการประเมินว่าจะเกิดอะไรขึ้น และแนวโน้มประเทศไทยในอนาคต จะเป็นอย่างไร

เราเห็นว่า หากความพยายามเจรจาหาทางออกในช่วงที่ผ่านมานั้น ถือว่าสังคมไทยได้พยายามกันอย่างถึงที่สุดแล้ว ในการหาทางออกให้กับการเมืองไทย แต่ในที่สุดแล้วก็ล้มเหลว ดังนั้นก็เท่ากับว่าสถานการณ์ในขณะนี้ บีบให้ต้องเคลื่อนตัวไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ และยิ่งมีกำหนดเวลาในเรื่องของการเลือกตั้ง เป็นตัวกำหนดสถานการณ์ ก็ยิ่งมีเวลาไม่มากนัก สำหรับการหาทางออกของประเทศ เราเห็นว่าหากทุกฝ่ายล้มเลิกความพยายามเจรจา ประเทศไทยคงจะหนีไม่พ้นการเผชิญหน้าครั้งใหญ่...ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้