ในปี 1960 สินค้าส่งออกและสินค้านำเข้าของสเปนมีขนาดประมาณ 16.5% ของ GDP ปีนั้นเป็นปีเดียวที่สเปนมีการค้าเกินดุล 4 ล้านดอลลาร์
จากสินค้าส่งออกทั้งสิ้น 725 ล้านดอลลาร์ หลังจากนั้นไม่เคยเกินดุลอีกเลย ขนาดของการขาดดุลการค้าจะแปรผันตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสเปน เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวมาก การขาดดุลการค้าจะสูงมากขึ้นเป็นเงาตามตัวและขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2007 ที่มีขนาดถึงประมาณ 9% ของ GDP หรือประมาณ 91,000 ล้านยูโร
แม้ว่าผลไม้ตระกูลส้ม มะกอก และ ไวน์ จะเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของสเปน แต่สินค้าส่งออกถึง 3 ใน 4 ของสเปน เป็นสินค้าอุตสาหกรรม
ในปี 1973 ประเทศในกลุ่มประชาคมยุโรป ครอบคลุมสินค้าส่งออกของสเปนประมาณ 48% และสินค้านำเข้าประมาณ 37% แต่ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 64% กับ 55% ตามลำดับในปี 1987 ภายหลังจากที่สเปนเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปแล้ว ด้วยความสะดวกของเงินตราสกุลเดียวกันและภาษีศุลกากรที่หายไป
แม้ว่าสเปนจะมีดุลการค้าที่ติดลบมาตลอด แต่ก็มีรายได้สำคัญจากการท่องเที่ยวมาช่วย แต่ก็เป็นบางปีเท่านั้นที่ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวกได้ นอกนั้นดุลบัญชีเดินสะพัดก็ยังติดลบเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา รายได้จากการท่องเที่ยวกลับน้อยกว่ารายได้และเงินโอนที่ส่งออกไปให้กับต่างประเทศและไม่สามารถช่วยดุลการค้าที่ติดลบได้อีกต่อไป
ทศวรรษที่ 1960 เป็นช่วงที่สเปนได้เปิดโอกาสให้ชาวต่างประเทศเข้ามาถือหุ้นเป็นเสียงส่วนใหญ่ในบริษัทสเปนได้ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาลงทุนในทศวรรษที่ 1970 หลังจากนั้นสเปนได้ผ่อนคลายกฎระเบียบการลงทุนของชาวต่างชาติอีกครั้งในปี 1986 เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของประชาคมยุโรปก่อนเข้าเป็นสมาชิก การลงทุนจากต่างประเทศจึงคึกคักขึ้นอีกในทศวรรษที่ 1980 โดยมีประเทศในประชาคมยุโรปเป็นหลัก
การศึกษาของ European Commission (2007) มีความเห็นว่า ปัญหาการขาดดุลการค้าของสเปนมีองค์ประกอบสำคัญๆ 3 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง วัฏจักรเศรษฐกิจ กล่าวคือ เศรษฐกิจที่ดีภายในประเทศและ/หรือเศรษฐกิจที่ซบเซาของประเทศคู่ค้าทำให้สเปนขาดดุลการค้ามากกว่าปกติ ส่วนที่สอง สาเหตุเฉพาะครั้งคราว ได้แก่ ปัญหาการขึ้นราคาน้ำมันทำให้ขาดดุลการค้ามากกว่าที่ควรจะเป็น สุดท้ายปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ ปัญหาเงินเฟ้อต่อเนื่อง ทำให้ราคาสินค้าสเปนมีระดับสูงกว่าและมีขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำกว่าคู่แข่งอื่นๆ ในและนอกยุโรป อย่างไรก็ตาม การศึกษาอีกหลายชิ้นบอกว่า เศรษฐกิจที่ซบเซาของประเทศคู่ค้าและเศรษฐกิจภายในที่ดีของสเปนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สเปนขาดดุลการค้ามากกว่าที่ควรจะเป็น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าหากสเปนอยากจะให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีโดยที่ไม่ขาดดุลการค้า การส่งออกของสเปนจะต้องขยายตัวในอัตราที่สูงในระดับหนึ่ง เช่น เศรษฐกิจขยายตัว 3% การส่งออกต้องขยายตัวไม่ต่ำกว่า 8% แต่เท่าที่ผ่านมาต่ำกว่านั้น สเปนจึงยังคงขาดดุลการค้า
สำหรับสเปนแล้ว การส่งออกจะขยายตัวได้ก็ต่อเมื่อเงินเฟ้อของระดับราคาและค่าจ้างจะต้องมีอัตราที่ต่ำเพื่อให้สินค้าส่งออกสามารถแข่งขันได้กับประเทศอื่นๆ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากสินค้าส่งออกของสเปนมักจะเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีไม่สูงและความแตกต่างของสินค้าน้อย การแข่งขันเชิงราคาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ถ้าหากสเปนไม่ลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว การค้าระหว่างประเทศที่ขาดดุลก็จะยังคงอยู่ต่อไป เมื่อดูจากการลงทุนทางเศรษฐกิจของสเปนที่กระจุกตัวในด้านที่อยู่อาศัยเป็นหลักแล้ว ความหวังที่จะเพิ่มขีดความสามารถของเทคโนโลยีไม่เพียงแต่จะไม่บรรลุผลเท่านั้น เศรษฐกิจที่ขยายตัวจากการลงทุนในที่อยู่อาศัยยังทำให้การนำเข้าเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งหมายถึงจะขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น
ในเมื่อสเปนขาดดุลมาเป็นระยะเวลายาวนานและจำนวนมหาศาลระดับเกือบแสนล้านยูโรทุกปี สเปนเอาเงินที่ไหนมาจ่ายล่ะ (เปรียบเสมือนบุคคลซื้อของมากกว่าที่ขายได้ เอาเงินที่ไหนมาจ่าย) สเปนเคยมีรายได้จากการท่องเที่ยวมาช่วยแต่ก็ไม่พอในภายหลัง แถมยังเจอกับรายได้และเงินโอนที่ส่งไปต่างประเทศอีก รายได้จากการขายทรัพย์สินและเงินกู้ยืมจากต่างประเทศจึงกลายเป็นแหล่งที่พึ่งใหม่ สเปนมีเงินที่ได้รับจากการถ่ายโอนทรัพย์สินที่อยู่ภายในประเทศให้แก่ชาวต่างประเทศเป็นเจ้าของมาจ่ายส่วนที่ขาดดุลการค้าได้เล็กน้อย ประมาณ 5 - 10% แต่เงินส่วนใหญ่ที่ใช้จ่ายมาจากการกู้ยืมของภาคเอกชนจากต่างประเทศ รูปกราฟก็คงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแหล่งเงินทุนนี้ช่วยอุดรูรั่วจากดุลการค้ามาตลอด ยกเว้นเพียงปี 2011-2012 ผู้ซื้อสินค้าจากต่างประเทศอาจจะไม่ได้กู้ยืมมาเอง แต่ภาคเอกชนส่วนอื่นกู้ยืมเพื่อการลงทุนภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้วใช้รายได้นั้นบริโภคสินค้าจากต่างประเทศ ส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของดุลการค้าที่ติดลบ
Ahearn, Hagen และ Schmitz (2007) ได้เสนอบทความว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดในกลุ่มประเทศยูโรอาจแบ่งออกได้เป็นภายนอกกับภายในยูโร พวกเขาบอกว่าดุลบัญชีเดินสะพัดภายนอกยูโรมาจากผลกระทบของค่าเงินยูโรที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดภายในยูโรเกิดจากการไหลของเงินจากประเทศยูโรที่ร่ำรวยกว่าไหลไปสู่ประเทศยูโรที่ยากจนกว่า ถ้าพูดเท่านี้อาจจะฟังดูเป็นทฤษฎีมากไปหน่อย โดยที่ไม่ได้ทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้นเลย
ที่จริงแล้ว การอธิบายเรื่องนี้ก็ไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด ประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูงมีเงินออมมากจนสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจสูง สถาบันการเงินไม่ทราบว่าจะเอาเงินไปให้ใครกู้ยืมและให้ผลตอบแทนดีด้วย หลังจากที่เกิดประชาคมยูโรแล้ว ประเทศในประชาคมที่ใช้เงินยูโรเป็นเงินสกุลเดียวกันจะมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนหายไปทันที ในขณะเดียวกัน บางประเทศมีอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมสูง เช่น สเปนมีอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมธนาคารแก่ลูกค้าชั้นดี (prime rate) สูงถึงกว่า 17% ต่อปี ในขณะที่เยอรมันอยู่ที่ 4-5 % ในปี 1987 หลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยในสเปนลดลงมาเรื่อยๆ เหลือประมาณ 7% ในปี 1997 และ 5% ในปี 2007 จนเหลือประมาณ 2% ในปัจจุบัน
ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์การเงินยุโรปปี 2011-2012 เงินให้กู้ยืมภาคเอกชนไหลออกถึง 70,000-218,000 ล้านยูโร ทั้งๆ ที่สเปนขาดดุลการค้าบัญชีเดินสะพัดสูงสุดก็แค่ 100,000 ล้านยูโรเท่านั้นเอง แต่เงินที่ธนาคารกลางสเปนได้รับความช่วยเหลือมามากกว่านั้นคือ 124,000-160,000 ล้านยูโร ดังนั้น ประเทศที่ขาดดุลการค้ามานานและจำนวนมากก็จะมีความเสี่ยงมากกับเงินที่กู้ยืมมาจากต่างประเทศดังตัวอย่างของสเปนข้างต้น แต่เมื่อมองอีกด้านหนึ่งประเทศเจ้าหนี้ใหญ่ (ในกรณีนี้คือเยอรมัน) ก็ไม่ยอมปล่อยให้หนี้สูญเหมือนกัน ต้องอัดฉีดเต็มที่
ประเทศไทยนั้นเคยขาดดุลการค้ามากในยุคของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในขณะนั้นข้าวส่งออกไม่ได้ เศรษฐกิจโลกตกต่ำส่งออกได้น้อย อุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าแต่เน้นการส่งออกน้อย หนี้สินรัฐบาลมากเกือบล้นพ้นตัว แต่เราโชคดีที่มี Plaza Accord เกิดขึ้น ค่าเงินเยนสูงขึ้นมากจนกระทั่งทั้งญี่ปุ่น ไต้หวัน และ เกาหลี ต้องมาลงทุนในประเทศไทยเพื่อการส่งออก ในขณะเดียวกันการส่งเสริมการลงทุนเน้นการส่งออกและการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากขึ้น การส่งออกจึงดีขึ้นเรื่อยๆ และขาดดุลการค้าน้อยลง แต่ก็ยังคงแกว่งขึ้นลงแถวๆ เสมอตัวและประมาทไม่ได้ แม้กระทั่งทุกวันนี้
เท่าที่บรรยายมา คงจะเห็นถึงตัวอย่างของสเปนแล้ว ที่มีสถานะใกล้เคียงกับประเทศไทยในอดีตซึ่งก็มีลักษณะคุ้นๆ เหมือนสถานการณ์ในปัจจุบัน คือ ข้าวส่งออกไม่ได้ ประเทศคู่ค้ามีเศรษฐกิจตกต่ำ หนี้สินรัฐบาลขยายตัวอย่างรวดเร็ว เงินเฟ้อสูงเพราะค่าแรง และ อุตสาหกรรมที่ยังไม่ได้มีแนวทางใหม่ๆ ส่วนดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดแปรปรวนสูง รอบๆ ศูนย์ ถ้าไม่ระวังตัว อันตรายของเศรษฐกิจไทยก็อยู่แค่เอื้อม ตื่นได้แล้วหรือยัง แต่รัฐบาลสิจะไม่ตื่น หรือไม่ยอมตื่น









