ต้องบอกว่าหักปากกาเซียนไปหลายด้าม สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐที่จบปี 2013 ด้วยผลตอบแทนที่สูงกว่าร้อยละ 20
โดยไม่ว่าจะเป็นข่าววิกฤตหนี้สหรัฐหรือการลดขนาดของ QE ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความร้อนแรง ของตลาดหุ้นสหรัฐได้
ทว่าในปี 2014 หลายคนเกิดข้อสงสัยว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะยังคึกคักเหมือนปี 2013 หรือไม่ รายอุตสาหกรรมใดที่จะรุ่งหรือร่วง และอะไรคือความเสี่ยงของการลงทุนที่น่าจะต้องจับตาในปีหน้า
เริ่มจากคำถามแรก หลายเสียงให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นสหรัฐมีโอกาสจะไปต่อด้วยเหตุผล 2 ประการ ได้แก่
หนึ่ง อัตราส่วน P/E ของสหรัฐ ที่ใช้ผลกำไร 12 เดือนข้างหน้าเป็นตัวส่วน ณ ระดับปัจจุบันที่ประมาณ 15 เท่า ถือได้ว่าไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป ดังรูป ทว่า จุดที่สำคัญในปีหน้า อยู่ที่ผลกำไรต่อหุ้นของตลาดสหรัฐในปีหน้าที่คาดว่าจะผลกำไรของหุ้นในดัชนี S&P จะสูงขึ้นร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับการเติบโตโดยเฉลี่ยเพียงร้อยละ 5 ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจสหรัฐที่คาดว่าจะเติบโตเกือบร้อยละ 3 ในปีหน้า จากการลงทุนที่น่าจะเพิ่มขึ้นหลังจากชลอมาในหลายปีที่ผ่านมา
สอง หลายฝ่ายประเมินว่าผลกระทบสำหรับการลดขนาดของ QE หรือ Tapering ต่อตลาดหุ้นสหรัฐนั้น น่าจะมิได้มีผลต่อตลาดมากเหมือนช่วงกลางปี ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ตลาดได้รับรู้ข่าวดังกล่าวไปค่อนข้างมากแล้ว ที่สำคัญ เนื่องจากในช่วง 2-3 เดือนนี้ ทางธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดได้พยายามสลัดภาพของ QE Tapering ให้หลุดจากนโยบายการเงินที่จะตึงตัวขึ้นหรือการขยับให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นนั่นเอง ซึ่งตรงนี้ตลาดก็เริ่มเชื่อมากขึ้นๆ เรื่อยในการที่จะตัดภาพทั้ง 2 ภาพดังกล่าวออกจากกัน
คำถามที่สอง รายอุตสาหกรรมที่คาดว่าน่าจะรุ่ง รับข่าว QE Tapering ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นของการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐ โดยทางนิตยสาร Barron’s ชี้ว่า ได้แก่ หุ้นในเซกเตอร์เทคโนโลยีและเซกเตอร์อุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งเนื่องจากยังมีค่า P/E ที่ต่ำและมีเงินสดในมือเพื่อรอลงทุนต่ออีกมาก
ในทางกลับกัน หุ้นในเซกเตอร์บริโภค เซกเตอร์สื่อสาร และเซกเตอร์สาธารณูปโภคมีโอกาสเติบโตช้ากว่าเพื่อน ส่วนหนึ่งเนื่องจากมีค่า P/E ที่สูง จึงมีความผันผวนต่อข่าวร้ายได้มากกว่าเซกเตอร์อื่นๆ ที่สำคัญ การบริโภคภาคครัวเรือนของสหรัฐถือว่าเปราะบางที่สุด จึงทำให้หุ้นเซกเตอร์เหล่านี้น่าจะเติบโตช้ากว่าเพื่อน
ท้ายสุด จากการที่ธรรมชาติของหุ้นในเซกเตอร์สื่อสารและเซกเตอร์สาธารณูปโภค มีลักษณะคล้ายคลึงกับพันธบัตรตรงที่จะจ่ายเงินปันผลค่อนข้างสูง ส่งผลให้ราคาหุ้นดังกล่าวจะตกลง เมื่ออัตราดอกเบี้ยในสหรัฐกำลังจะอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น
คำถามสุดท้าย แล้วอะไรละคือ ความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นสหรัฐที่น่าจะต้องจับตา ที่เด่นชัดมีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ ได้แก่
ประการแรก ความเสี่ยงจากการสื่อสารนโยบายระหว่างเฟดกับตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่านของประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งนางเจเน็ต เยลเลน จะรับตำแหน่งต่อจากนายเบน เบอร์นันเก้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2014 นั้น หลายคนยังกังวลว่าความใหม่ของนางเยลเลนต่อการตอบคำถามต่างๆ จากหลายภาคส่วน จะทำให้เกิดการสะดุดของรอยต่อจากนโยบายแบบผ่อนคลายเต็มที่ในปัจจุบัน สู่การชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงินหรือไม่ ซึ่งนางเยลเลนก็ใช้เวลาปรับตัวพอสมควร ในช่วงเป็นประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจให้กับอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน
ประการที่สอง การบริโภคของชาวสหรัฐที่ยังถือว่าในขณะนี้มีความซบเซาเป็นอันมาก โดยการบริโภคส่วนบุคคลที่แท้จริงของชาวสหรัฐเติบโตเพียงร้อยละ 2 ต่อปีในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ร้อยละ 3.5 ในอดีต ที่มากไปกว่านั้น อัตราการเติบโตของรายได้ส่วนตัวของชาวสหรัฐเติบโตเพียงร้อยละ 1 ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ร้อยละ 3.25 ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าว ยังไม่มีวี่แววที่จะฟื้นคืนในเร็ววัน เนื่องจากผลิตภาพ (Productivity) ของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้การเพิ่มค่าจ้างเป็นไปได้ยาก
โดยสรุป ตลาดหุ้นสหรัฐปี 2014 มีดีที่น่าจะลิ้มลอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยเต็มร้อยครับ
หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาค (Macro Investing) เล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ









