ผมแวะโตเกียวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในช่วงที่รองประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ ไปเยือนญี่ปุ่น จีน และ เกาหลีใต้
เพื่อสานสัมพันธ์ที่ร้อนรุ่มของสามยักษ์ใหญ่เอเชีย
หนีไม่พ้นว่าประเด็นที่จีนประกาศ “เขตน่านฟ้าพิเศษ” หรือ Air Defence Identification Zone (ADIZ) ที่จีนกำหนดให้ทุกชาติที่ส่งเครื่องบินเข้าน่านฟ้าขยายวงต้องแจ้งล่วงหน้า กลายเป็นเรื่องระหองระแหงใหม่ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น
โจ ไบเดน ไม่ถึงกับบอกให้จีนล้มเลิกแผน แต่ขอให้มีการตั้งระบบ hotline ระหว่างชาติยักษ์ใหญ่เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ที่อาจจะทำให้เกิดเรื่องที่ไม่ควรเกิด
เพื่อนญี่ปุ่นผมบอกว่านิตยสารรายสัปดาห์ญี่ปุ่น โหมกระพือเรื่องนี้กันอย่างร้อนแรง ถึงขั้นที่วาดภาพว่าหากจีนไม่ยอมถอย สงครามน่านฟ้าอาจระเบิดขึ้นระหว่างปักกิ่งกับโตเกียวได้
เพราะว่าจีนกับญี่ปุ่นพิพาทกันเรื่องสิทธิเหนือหมู่เกาะเซนกากุ (เตียวหยู) อยู่แล้ว หากมีกรณีจีนหาว่าเครื่องบินญี่ปุ่นบินล้ำเส้นทางอากาศที่ขีดขึ้นมาใหม่ โอกาสที่จะแลกหมัดกันกลางหาวก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดไม่ได้
นักวิเคราะห์ทางทหารและการเมืองของญี่ปุ่นต่างนำเสนอ “สถานการณ์สงครามที่อาจเกิดขึ้นได้” ระหว่างสองประเทศที่น่ากลัวหลายภาพ
นิตยสารญี่ปุ่นฉบับหนึ่ง ถึงกับพาดหัวว่า “สงครามจีน-ญี่ปุ่น อาจจะเกิดขึ้นในเดือนมกราคม”
หนังสือพิมพ์ฉบับนี้อ้างนักวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจของจีนทำท่าจะแย่ในต้นปีหน้า เพราะตลาดอสังหาริมทรัพย์อาจจะล่มสลาย และช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน จะยิ่งถ่างออกกว้างขึ้น
เป็นไปได้ไหมว่าในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลจีนอาจจะ “ตั้งใจให้เกิดอุบัติเหตุ” ให้เกิดสงครามกับญี่ปุ่นเพื่อดึงความสนใจคนจีนให้ต่อต้านญี่ปุ่นมากกว่าวิจารณ์รัฐบาลจีน?
นักการทูตญี่ปุ่นคนหนึ่งบอกหนังสือพิมพ์ ว่า เขากลัวว่าทางการจีนอาจจะอ้างเขต ADIZ เพื่อบังคับสายการบินพลเรือนลงจอดและให้ผู้โดยสารเป็นตัวประกัน เพื่อสร้างเรื่องให้กลายเป็นประเด็นนานาชาติขึ้นมา
นักวิเคราะห์ญี่ปุ่นอีกคนหนึ่งเขียนบทความเสนอ “ภาพเลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น” (worst-case scenario) นั่นคือ เรือขนน้ำมันที่มุ่งสู่ญี่ปุ่นอาจเป็นเป้าการโจมตีของจีน หากเกิดกรณีพิพาททางน่านฟ้า เพราะปักกิ่งรู้ดีว่าโตเกียวต้องอาศัยน้ำมันและวัตถุดิบจากต่างประเทศเพื่อพยุงเศรษฐกิจของตน
หากเรือขนน้ำมันถูกถล่ม ญี่ปุ่นก็เป็นอัมพาตได้อย่างง่ายดาย
หากเกิดสงครามน่านฟ้าเหนือหมู่เกาะ ที่เป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศยักษ์เอเชีย ใครมีสมรรถภาพการคมนาคมด้านเรดาร์เหนือกว่า จะเป็นผู้ได้เปรียบในการทำสงคราม
นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคง บอกว่า ญี่ปุ่นมีสถานีเรดาร์ใหญ่ห้าแห่งที่เกาะกิวชิว และ สี่จุดที่เกาะโอกินาวา หากเกิดสงคราม นักยุทธศาสตร์ทางทหารของจีน ก็คงจะเล็งเป้าการทำลายไปที่สองจุดหัวใจทางทหารของญี่ปุ่นนี้แหละ
คำถามของทุกคนที่ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศนี้ ก็คือ สหรัฐจะเล่นบทอะไร? จะเข้าข้างญี่ปุ่นอย่างที่เคยประกาศยืนยันมาหลายรอบแล้ว หรือจะวางตัว “เป็นกลาง” เพื่อไม่ให้ต้องทำสงครามกับจีน?
บทความในหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นฉบับหนึ่ง ตั้งสมมติฐานว่า หากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน สั่งให้ยิงเครื่องบินพาณิชย์ญี่ปุ่นที่บินเข้ามาในเขตน่านฟ้า ADIZ ก็เป็นไปได้ว่า สหรัฐจะส่งเรือบรรทุกเครื่องบินที่ลาดตระเวนอยู่ใกล้ๆ แถบนั้น เข้าช่วยเหลือญี่ปุ่น ซึ่งก็อาจจะส่งเครื่องบินรบขึ้นไปเผชิญหน้ากับจีน
นักวิเคราะห์ทางทหารญี่ปุ่นอีกคนหนึ่งบอกว่า หากจีนขู่จะล็อกสัญญาณเรดาร์ของญี่ปุ่นและสหรัฐในแถบนี้ อเมริกาก็จะไม่ลังเลที่จะยิงเครื่องบินจีน
ตามข้อตกลงความร่วมมือทางทหารระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น ที่มีการแก้ไขปรับปรุงใหม่ หากสหรัฐเปิดศึกกับจีน ญี่ปุ่นก็จะส่งทหาร “หน่วยป้องกันตนเอง” เข้าสนับสนุนการสู้รบ และหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ก็หนีไม่พ้นที่จีนจะตอบโต้ด้วยทหารเรือและอากาศด้วยเช่นกัน
ความจริงแล้ว สหรัฐได้ลอง “แหย่” จีน ด้วยการส่งเครื่องบิน B-52 สองลำ เข้าทะลวงเขต ADIZ ตั้งแต่ปักกิ่งประกาศตีเส้นที่ขยายวงออกไปแล้ว แต่ทางการจีนก็ไม่ได้ตอบโต้เพราะรู้ดีว่าอุปกรณ์ทางทหารของอเมริกายังเหนือกว่าอยู่หลายขุม จึงจำต้องเก็บความอึดอัดเอาไว้ จนกว่าจะถึงวันที่เขี้ยวเล็บทางทหารของจีนสามารถเทียบเคียงกับมะกันได้
ถามว่า จีน ต้องการจะเปิดศึกกับญี่ปุ่นหรือไม่? ผมไม่เชื่อว่าปักกิ่งต้องการจะทำสงคราม แม้จะเห็นว่าญี่ปุ่น “ยั่วยุ” ขณะที่ ญี่ปุ่น ก็หวั่นๆ ว่า หากจีนทำอะไรล้ำเส้น โตเกียวจะอยู่เฉยก็คงไม่ได้ เพราะจะเสียฟอร์มอย่างยิ่ง อีกทั้งการเมืองในประเทศของทั้งสองประเทศ ก็จะไม่ยอมให้ผู้นำของตนถูกมองว่า “ยอมซูฮก” กับอีกฝ่ายหนึ่ง
สหรัฐ ไม่อยากให้ จีนกับญี่ปุ่น เปิดศึกกลางเวหาหรือในน่านน้ำแน่ เพราะหากมีการแลกหมัดกันจริงๆ ระหว่างสองยักษ์เอเชีย สหรัฐจะตกที่นั่งลำบาก จะอยู่เฉยก็ไม่ได้ จะเข้าช่วยญี่ปุ่นก็ต้องเผชิญหน้ากับจีน และแม้ว่าแสนยานุภาพทางทหารจะเหนือกว่า, แต่ประธานาธิบดีโอบามา ก็ตระหนักดีว่าการเปิดศึกสงครามย่อมง่ายกว่าการปิดเกม
สรุปว่า “เกมสมมติสงคราม” ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นวันนี้ เป็นแค่การวิเคราะห์ “ภาพที่ไม่อยากให้เกิด” ของผู้เชี่ยวชาญด้านสงครามของญี่ปุ่น...เองทั้งสิ้น








