วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปการเมืองก่อนเลือกตั้งหรือเลือกตั้งแล้วจึงปฏิรูป

ดิฉันมีความรู้สึกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมายาวนาน คงเป็นเพราะมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย มีข้อมูล ความเห็น และข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ

เกี่ยวกับอนาคตของการเมืองไทย รวมถึงการเสนอให้มี การปฏิรูปการเมือง

เชื่อว่าหากมีการลงประชามติเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง คนจำนวนมากน่าจะลงประชามติให้มีการปฏิรูป ส่วนจะปฏิรูปก่อนหรือหลังเลือกตั้งนั้น อาจมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่แน่นอนว่า หลังจากปฏิรูปแล้ว ต้องมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ประเด็นอยู่ที่ว่าเราจะปฏิรูปอะไร ซึ่งดิฉันไปค้นคว้าพบงานวิจัยของ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต แห่งวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหนังสือลิขสิทธิ์ของสถาบันพระปกเกล้าชื่อ การปกครองระบอบประชาธิปไตยในนานาประเทศ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนา 347 หน้า ราคา 450 บาท เปรียบเทียบการปกครองประชาธิปไตยของอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก และเอเชียตะวันออก

พบว่าประเทศไทยเราตอนนี้มีอาการคล้ายๆ ฝรั่งเศสหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ รัฐบาลล้มลุกคลุกคลาน และคล้ายญี่ปุ่นในยุคที่ 2 (ค.ศ. 1955-1993) ที่มี การใช้เงินขับเคลื่อนการเมืองเกินขนาด มาลองดูกันนะคะว่าทั้งฝรั่งเศสและญี่ปุ่น แก้ไขปัญหาได้อย่างไร

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1946-1958) ฝรั่งเศสประสบปัญหาไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างรุนแรง ช่วง 12 ปี 10 เดือน มีรัฐบาล 25 ชุด รัฐบาลที่อยู่ได้เกิน 1 ปี ถือว่าอยู่ได้นาน ดร.นิยม ได้อธิบายเหตุผลว่า สภาวะล้มลุกคลุกคลานของรัฐบาลฝรั่งเศส เกิดจากระบบรัฐสภากำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจมากกว่าวุฒิสภา วุฒิสภาไม่อาจยับยั้งร่างกฎหมายที่อนุมัติโดยสภาผู้แทนราษฎรได้เป็นการถาวร และไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนรัฐบาล

รัฐบาลรับผิดชอบเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น และกลไกในการถ่วงดุลของรัฐบาลคือสิทธิที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎร แต่การยุบสภาก็ไร้ผล แม้เลือกตั้งใหม่ก็ไม่ทำให้องค์ประกอบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ยังคงเป็นสองขั้วคือซ้ายสุดและขวาสุด มีกลุ่มตรงกลางเหลืออยู่ไม่มาก

ดร.นิยม เขียนไว้ว่า ปัญหาที่เกิดกับสังคมฝรั่งเศสในยุคนั้นมีหลายปัญหาทับซ้อนกัน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และจิตวิทยา และ คนฝรั่งเศสเกิดเบื่อหน่ายการเมืองที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศชาติให้ก้าวไปข้างหน้าได้ ทำให้เกิดขบวนการเรียกร้องการปฏิรูปการเมือง

นายพลชาร์ลส์ เดอ โกลล์ และเดอเบร ได้นำเสนอการปฏิรูปการเมืองและมีรัฐธรรมนูญใหม่ในปี 1958 โดยมีหลักสำคัญ 3 ประการ คือ การปฏิเสธหลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของรัฐสภาโดยไม่มีขอบเขตจำกัด การยึดถือหลักการรัฐสภาที่มีเหตุผลโดยให้ความสำคัญแก่ฝ่ายบริหาร และ การเสริมสร้างอำนาจของประธานาธิบดีให้มีความเข้มแข็งขึ้น ทำให้ตำแหน่งประธานาธิบดีกลายเป็นสถาบันการเมืองที่สำคัญ

ทั้งนี้ฝรั่งเศสปฏิรูปทั้งโครงสร้างการปกครองและแก้ไขระบบเลือกตั้ง รวมถึงมีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเป็น ผู้พิทักษ์ เจตนารมณ์ทั่วไปหรือผลประโยชน์ของประชาชน แทนที่จะปล่อยให้เจตนารมณ์ทั่วไปเป็นเรื่องของนักการเมืองและพรรคการเมือง ซึ่งถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ส่วนตัวหรือของกลุ่ม

หลังจากนั้น การเมืองฝรั่งเศสมีเสถียรภาพมากขึ้นค่ะ

สำหรับประเทศญี่ปุ่น ประชาธิปไตยในยุคที่ 2 (ค.ศ.1988-1993) พรรคเสรีนิยมประชาธิปไตยมีการผูกขาดเป็นรัฐบาลอย่างยาวนาน แม้จะสามารถนำพาประเทศไปสู่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ก็มีปัญหา การแตกเป็นมุ้งเป็นฝ่ายภายในพรรคอย่างเรื้อรัง การใช้เงินขับเคลื่อนการเมืองอย่างเกินขนาด ขาดความคิดใหม่ๆ ในเชิงนโยบาย

ญี่ปุ่นแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ในหนังสือมีข้อมูลว่า ในปี 1993 พรรคเสรีนิยมประชาธิปไตยที่ผูกขาดการเป็นรัฐบาลเป็นเวลายาวนาน ถูกแก้เผ็ดจากพรรคอื่นๆ เพราะเลือกตั้งมาแม้จะได้เสียงมากที่สุด แต่ไม่พอจัดตั้งรัฐบาล พรรคอื่นๆ จึงรวมตัวกันโดดเดี่ยวพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย จัดตั้งรัฐบาลผสม 8 พรรคขึ้นภายใต้การนำของนายโมริฮิโระ โฮโซกะวะ และประกาศปฏิรูปการเมืองก่อนสิ้นปี 1993

การปฏิรูปการเมืองของญี่ปุ่น เน้นการปฏิรูประบบการเลือกตั้ง โดยลดจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จาก 511 ให้เหลือ 500 ที่นั่ง เปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากระบบแบ่งเขตอย่างเดียวเป็นแบบผสมระหว่างแบ่งเขต 300 คน และระบบสัดส่วน 200 คน

ผู้สมัคร ส.ส. เขต จะสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้ โดยจำนวนส.ส.ในแต่ละเขตมี 2-6 คน ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร ที่แตกต่างจากเราคือ ประชาชนมีสิทธิ์ลงคะแนนเลือก ส.ส.ได้เพียง 1 คน ไม่ว่าเขตนั้นจะมี ส.ส. ได้กี่คนก็ตาม

ส่วน ส.ส.ระบบสัดส่วน ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคการเมืองค่ะ โดยแบ่งเขตเลือกตั้งกว้างกว่าระบบเขต และจำนวนส.ส. ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรเช่นกัน ผู้สมัครคนเดียวกันสามารถสมัครได้ทั้งสองระบบ โดยถ้าได้เป็น ส.ส.เขต ก็จะถูกลบชื่อออกจาก ส.ส. สัดส่วนโดยปริยาย

เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้เงินขับเคลื่อนการเมืองอย่างเกินขนาด ญี่ปุ่นออกกฎหมายห้ามธุรกิจบริจาคเงินให้นักการเมืองโดยตรงเป็นรายบุคคล แต่สามารถบริจาคผ่านองค์กรหาทุนของนักการเมืองได้โดยกำหนดจำนวนบริจาคสูงสุดต่อราย และจำนวนรวมสูงสุดตามขนาดของบริษัทด้วย ส่วนบุคคลธรรมดา บริจาคให้ได้ทั้งพรรคการเมือง และองค์กรหาทุนของนักการเมือง แต่กำหนดจำนวนเงินสูงสุดเช่นกัน หากบริจาคเกิน 50,000 เยน ต้องเปิดเผยชื่อผู้บริจาคเงินให้แก่พรรคหรือองค์กรหาทุนของนักการเมือง

นอกจากนี้ยังออกกฎหมายให้เงินอุดหนุนแก่พรรคการเมืองปีละ 30,900 ล้านเยน ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกของพรรคในสภา และจำนวนคะแนนเสียงทั้งหมดที่ได้รับ โดยกำหนดขั้นสูงไว้ด้วย

หากเราสามารถปฏิรูปการเมืองได้ก่อนการเลือกตั้ง ก็ขอฝากแนวทางของสองประเทศนี้ไว้ด้วยค่ะ แต่หากเราไม่สามารถปฏิรูปการเมืองได้ก่อนการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงคงต้องพิจารณาดูว่าพรรคใดจะเสนอนโยบายปฏิรูปการเมืองบ้าง และจะเสนอเช่นไร

ณ ตอนนี้ นักการเมืองทุกคนต้องตระหนักแล้วว่า ประชาชนไทยไม่เหมือนเดิม มีความตื่นตัวทางการเมืองเพิ่มขึ้น และรู้จักรักษาสิทธิของตนเอง