ตอนนี้สังคมไทยเหมือนอยู่บนทางสองแพร่ง...
แพร่งแรกคือ ปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรให้ถูกกฎหมายและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย
แพร่งที่สองคือ มุ่งหน้าสู่เลือกตั้ง แต่ก็ไม่มีหลักประกันอะไรว่าพวกนักเลือกตั้งเมื่อได้อำนาจไปนั่งในสภาผู้ทรงเกียรติและทำเนียบรัฐบาลแล้ว จะเอาจริงกับการปฏิรูป
ริมทางทั้งสองแพร่งก็มีกองเชียร์แต่ละฝ่ายเฮๆ ฮึ่มๆ กันอยู่ ยังไม่รู้สุดท้ายสถานการณ์จะนำพาไปสู่จุดใด แต่ที่แน่ๆ คือทั้งสองฝ่ายไม่ยอมลดราวาศอกกันเลย และมองอีกฝ่ายแบบเหมารวมเป็นศัตรูไปเสียหมด ซึ่งสาเหตุย่อมหนีไม่พ้นผลประโยชน์ทางการเมืองที่แต่ละฝ่ายจ้องอยู่นั่นเอง
ประชาชนทั่วไปก็ไม่พ้นเป็นแค่ “เหยื่อ” หรือ “เบี้ย” นี่คือสภาพจริงของสังคมไทยในยามนี้...
ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากใน“มวลมหาประชาชน”ไม่ได้ชื่นชอบหรือสนับสนุน คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เพราะก็รู้ๆ พฤติกรรมแกอยู่ เสียงที่ออกมามากมายสนับสนุนให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน เช่น เสียงของเครือข่าย 7 องค์กรภาคธุรกิจก็คงไม่ได้หวังช่วยพรรคประชาธิปัตย์ แต่สังคมคงเห็นแล้วว่าเมืองไทยนั้นถ้าไม่ปฏิรูปกันเสียทีก็ไม่รู้จะอยู่กันไปอย่างไร
ส่วนตัวผมไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.หรือเลื่อนออกไป (หากมีช่องทางตามกฎหมายแล้วไม่ทำให้ขัดแย้งกันมากขึ้น) แต่ก็ไม่อยากให้ฝ่ายที่สนับสนุนเลือกตั้ง มองฝ่ายที่อยากให้เลื่อน (ด้วยเจตนาดี) ในแง่ลบแบบติเรือทั้งโกลน
หากคิดว่าไม่เลือกตั้งสักครั้งแล้วบ้านเมืองจะล่มสลายก็เลือกไปเถิด เพียงแต่ควรฟังฝ่ายอื่น แล้วตรวจสอบข้างที่ตนเองสนับสนุนอยู่บ้าง โดยเฉพาะรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เพราะการออกมาแสดงบทบาทของหลายๆ กลุ่มในบางช่วงบางเวลา เช่น นักวิชาการส่วนหนึ่งในสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย หรือ สปป. โดยอ้างว่าต้องยึดมั่นระบบรัฐสภา ต้องรักษารัฐธรรมนูญนั้น ตอนที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกระทำการหลายอย่าง ที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทำไมคนกลุ่มนี้ไม่เห็นเคยออกมาแสดงบทบาท
จริงๆ หลายๆ คนควรช่วยกันออกมาประณามพรรคเพื่อไทยบ้าง ตอนที่กดบัตรแสดงตนแทนกัน ใช้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับปลอม หรือการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองชัดเจน ให้ ส.ว.ชุดใหม่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แล้วให้คนเก่าที่กำลังจะหมดวาระในเดือน มี.ค.57 ลงสมัครได้ด้วย
เขียนกฎหมายถึงขนาดตัดอำนาจการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้งฯ ที่ต้องแก้ไขใหม่ ทั้งๆ ที่เป็นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญประเภทหนึ่ง ไม่ทราบว่าอย่างนี้เข้าข่ายงดใช้รัฐธรรมนูญด้วยหรือเปล่า
แต่กลุ่มที่รักเลือกตั้ง อ้างว่าหากไม่เลือกกลัวจะขัดกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ ตอนนั้นกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ทั้งๆ ที่ถ้าออกมาช่วยกันตำหนิวิจารณ์ สถานการณ์มันคงไม่ไหลมาไกลสุดกู่ขนาดนี้
หรือตอน ส.ส.พรรคเพื่อไทยผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษสุดซอย เร่งรัดปิดอภิปราย โหวตกันตอนตี 3 ตี 4 ชื่อร่างกฎหมายขัดกับหลักการและเนื้อหามาตราสำคัญแทบยกมาตรา อย่างนี้ไม่ผิดอะไรเลยหรือ ทำไมถึงนิ่งกันหมด
พฤติกรรมที่ผ่านมาเป็นแบบนี้ ผู้คนในสังคมจำนวนหนึ่งถึงหวาดระแวง และมองว่าที่แท้ก็ต้องการให้พรรคเพื่อไทยครองอำนาจไปเรื่อยๆ ใช่หรือไม่
แน่นอนว่าบรรดากองเชียร์อีกด้านหนึ่งก็เหมือนกัน ควรตั้งคำถามเอากับพวก กปปส.บ้าง เช่น ตอนคุณสุเทพเคยอยู่ในอำนาจ เป็นรัฐบาลครั้งล่าสุดเมื่อปี 2552-2554 ระยะเวลาก็ไม่ได้น้อย แต่ก็ไม่เห็นทำอะไรที่ประกาศว่าอยากจะทำในตอนนี้เลย เช่น ปฏิรูปตำรวจ (แต่ยุคนั้นตำรวจพูดตรงกันว่ามีการปล่อยปละละเลยหาประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้ายมากที่สุดยุคหนึ่ง)
ผมคิดว่าพวกที่มีวาระผลประโยชน์ทางการเมืองซ่อนอยู่เบื้องหลังแบบนี้ ถอยฉากจากวิถีปฏิรูปของประชาชนบ้างน่าจะดี คุณสุเทพน่าจะส่งไม้ต่อให้คนอื่นที่มีความชอบธรรมกว่า อีกฝ่ายหนึ่งเขาจะได้ไว้ใจมากขึ้น
ส่วนพวกที่สนับสนุนให้เลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ก็ควรถอยสักก้าว ช่วยกันหากลไกมาบีบพวกนักการเมือง ที่เป็นนักเลือกตั้งให้ยอมเสียสละเพื่อบ้านเมืองบ้าง ปฏิรูปกันจริงๆ เสียที
บ้านเมืองจะล่มสลาย รั้งท้ายอาเซียนอยู่ในขณะนี้มันเพราะใคร?








