ท่ามกลางบรรยากาศ "ฝุ่นตลบ" บนความขัดแย้งในสังคมไทย เชื่อว่าหลายฝ่าย
คงมีความเห็นที่ไม่ต่างกัน หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมจากทั่วสารทิศออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล ตลอด 40 กว่าวันที่ผ่านมา จนในที่สุดนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ไม่สามารถทัดทานแรงต้านจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้ สุดท้ายลงเอยที่ประกาศยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน
การตัดสินใจประกาศยุบสภาของนายกฯยิ่งลักษณ์ ต้องยอมรับว่า มาจาก "แรงกดดันทางการเมือง" ผสมกับข้อเสนอจากหลายฝ่ายที่ชี้ช่องให้เลือกแนวทาง "ยุบสภา" เพื่อลดอุณหภูมิร้อนแรงทางการเมืองของผู้ชุมนุมที่จะ เกิดขึ้นวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา
ว่ากันว่า การตัดสินใจตัดสินใจทูลเกล้าฯถวายร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา เลือกตั้งใหม่ เกิดขึ้นช่วงดึกๆ ของวันที่ 8 ธันวาคม หลักจากปรึกษาหารือผู้หลักผู้ใหญ่ทั้ง "สีเขียว สีฟ้า สีกากี " เห็นตรงกันว่าควร"ยุบสภา"น่าจะเป็นทางออกได้ระดับหนึ่ง อาการอย่างนี้ไม่ต่างอะไรกับถูกบีบให้ต้องตัดสินใจ คืนอำนาจให้กับประชาชน ภายใต้ความขัดแย้งที่กำลังทวีความรุนแรงอยู่ จึงมีข้อตกลงที่จะให้นายกฯยิ่งลักษณ์ออกแถลงการณ์ยุบสภาวันรุ่งขึ้น
การตัดสินใจยุบสภาครั้งนี้เรียกว่าสวนทางมติพรรคร่วมรัฐบาลพอสมควร ที่เห็นตรงกันว่ารัฐบาลต้อง "ไม่ยุบสภา ลาออก" ฉะนั้นการตัดสินใจยุบสภา เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังพรรคร่วมรัฐบาลได้พูดคุยกัน ก่อนที่จะมีการต่อสายบอกหัวหน้าพรรคร่วมใน "ยามวิกาล" เรียกว่าแจ้งไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะประกาศยุบสภาเป็นทางการ
ทันทีที่มีการประกาศยุบสภา กระแสกลุ่มผู้ชุมนุมของกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ปฏิเสธการตัดสินใจยุบสภาของรัฐบาลโดยสิ้นเชิง ไม่รับยิ่งลักษณ์ รักษาการนายกฯ เพราะการยุบสภาไม่ใช่สิ่งที่เรียกร้อง กำนันสุเทพ ประกาศใช้สิทธิของมวลมหาประชาชนเรียกคืนอำนาจการปกครองแผ่นดินจากกลุ่มการเมืองดังกล่าวกลับคืนประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดนั้น เพื่อปฏิรูปประเทศ เป็นการ "ประชาภิวัฒน์" เพื่อขจัดอันตรายอันเกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน
เมื่อการยุบสภามิอาจนำไปสู่การเลือกตั้งตามที่รัฐบาลมุ่งหวัง จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง บางฝ่ายถึงขั้นมองว่าจะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เพราะบ้านเมืองยังมีแต่ความขัดแย้งรุมเร้าอยู่ การประกาศวันสมัคร ส.ส.และวันเลือกตั้งไม่น่าจะเป็นผล
แน่นอนในยามที่บ้านเมืองวิกฤติหรือขัดแย้งหนัก ทหารก็มักจะถูกจับตามองเป็นพิเศษ ทำอะไร? เอาอย่างไร? ช่วยอะไร? คิดเลยเถิดไปถึงขั้นว่า ทหารเข้าข้างไหน
ฉะนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ ตัวช่วยที่จะช่วยลดขัดแย้งในเบื้องต้นคงหนีไม่พ้น "ทหาร" ท่ามกลางความมั่นใจว่าจะไม่มี "ปว."แน่นอน
ในภาวะอย่างนี้หนีไม่พ้นที่จะเป็น "ตัวกลาง" ที่จะให้สองฝ่ายถอยคนละก้าว ความพยายามตรงนี้เพื่อให้เกิดการ "เลือกตั้ง"
แต่กว่าจะไปถึงการเลือกตั้งกระบวนการ "ตัวกลาง" คงไม่จบลงอย่างง่ายๆ ท่ามกลางที่อีกฝ่ายกำลังสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเป็นระยะๆ ดังนั้นภารกิจ "สีเขียว"ก็ต้องเกลี้ยกล่อมสองฝ่ายให้ "ถอยคนละก้าว" เพื่อบ้านเมือง
สำหรับกำนันสุเทพ เชื่อว่าคงมีข้อต่อรองอยู่ไม่น้อย ก่อนที่จะลดบทบาทจากการชุมนุมครั้งนี้ แต่เชื่อว่าบนความขัดแย้งก็น่าจะมีทางออก ส่วนจะเป็นแบบไหนขึ้นอยู่กับ"การเจรจา"
ว่ากันว่า ทางออกสุดท้าย อาจต้องจบลงที่ "สีเขียว" ร้องขอให้ นายกฯยิ่งลักษณ์ ลาออกจากการทำหน้าที่รักษาการนายกฯ แล้วแต่งตั้งคนอื่นขึ้นมารักษาการ แต่ต้องเป็นคนในคณะรัฐมนตรี แต่ต้องไม่ใช่ทายาทระบอบทักษิณโดยตรง หากสูตรการเจรจาลงเอยอย่างนี้.... "สีเขียว" เชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้
การจัดการเพื่อให้มีการเลือกตั้งอย่างเดียว ในภาวการณ์อย่างนี้ ไม่พอ ก้าวต่อไปคือทำอย่างไร เพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศเกิดขึ้น ทำอย่างไรที่จะให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูป ซึ่งอาจจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องจัดการ แม้จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มาแล้ว คณะรัฐมนตรีที่ได้มาทุกคนพึงสังวรว่า จะต้องเป็น รัฐบาลเพื่อปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่เข้ามาเถลิงอำนาจอย่างที่เคยเป็น
การชุมนุมครั้งนี้คงทำให้เห็นแล้วว่าสังคมต้องการอะไร? และอะไร? คือความไม่เป็นธรรมในสังคม...









