เป็นธรรมเนียมของทุกปี ว่าช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าเช่นนี้จะเป็นช่วงที่ผู้เขียนจะยุ่งเป็นพิเศษ
เพราะจะต้องมองภาพเศรษฐกิจในช่วงต่อไปเพื่อเป็นสมมุติฐานในการกำหนดเป้าหมายของหน่วยงานต่าง ๆ
และปีนี้ จะยุ่งมากขึ้นเนื่องจากสถานการณ์การเมืองไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปีมีความร้อนแรงมาก และอาจเป็นตัวพลิกผันภาพเศรษฐกิจในอนาคตทั้งปี อย่างไรก็ตาม ภาพหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าค่อนข้างนิ่งและเป็นพื้นฐานของการประมาณการเศรษฐกิจได้ดีคือภาพเศรษฐกิจโลกในปี 2557 นี้
จะเห็นว่าบรรยากาศของเศรษฐกิจโลกในช่วงนี้ ต่างจากในช่วงหลายปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด วิกฤติหนี้สาธารณะยุโรปที่บรรเทาลง สถานการณ์ภาคการคลังสหรัฐที่คลี่คลายในระดับหนึ่ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่น แผนการปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาวของจีน ทั้งหมดบ่งชี้ว่าปัจจัยต่างๆ บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะเริ่มฟื้นอย่างนุ่มนวลดุจแพรไหม
โดยในส่วนสหรัฐนั้น สัญญาณที่เห็นได้ชัดจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 คือการฟื้นขึ้นของภาคการลงทุน ทั้งเครื่องมือเครื่องจักรและภาคอสังหาริมทรัพย์ (ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE ที่ช่วยกดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้อยู่ในระดับต่ำ) ขณะที่ภาคการส่งออกเริ่มเป็นบวกมากขึ้นจากเอกชนสหรัฐที่เริ่มกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ส่วนภาคการจ้างงานก็เริ่มฟื้นตัวอย่างยั่งยืนเช่นกัน
ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มฟื้นอย่างยั่งยืน แต่การลดทอน QE น่าจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า เนื่องจากประธานธนาคารกลาง (Fed) คนใหม่น่าจะรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างชัดเจน เงินเฟ้อเริ่มเห็นสัญญาณปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองลดลงก่อน อย่างไรก็ตาม ปี 2557 นี้จะปีแห่งการเริ่มลดทอน QE
ในด้านยุโรป เริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวเช่นกัน โดยมี 2 ปัจจัยหลักได้แก่ การผ่อนคลายมาตรการรัดเข็มขัดของภาครัฐ รวมถึงการปรับโครงสร้างภายในของประเทศยุโรปใต้ที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันเริ่มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยุโรปยังต้องการการปฏิรูปอีกมาก ทั้งภาคการคลัง การธนาคาร และความสามารถในด้านการส่งออก ซึ่งจะยังทำให้เศรษฐกิจยุโรปขยายตัวในระดับต่ำ
ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2557 ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะมีการทดสอบภาวะวิกฤติของธนาคารพาณิชย์ในยุโรป ซึ่งคาดกันว่าจะมีจำนวนมากที่ไม่ผ่านการทดสอบและอาจต้องเพิ่มทุน ซึ่งนั่นบ่งชี้ว่ายุโรปอาจต้องเผชิญความผันผวนด้านการเงินอีกครั้ง และเป็นเหตุให้ ECB จะต้องทำการอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในด้านญี่ปุ่น จะเห็นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ทั้งตัวเลข GDP และเงินเฟ้อที่กลับมาเป็นบวก ผสมผสานกับค่าเงินเยนที่อ่อนลงสู่ระดับ 100 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งหมดเป็นส่วนช่วยการบริโภค การลงทุน และการส่งออกญี่ปุ่นทั้งสิ้น แต่ก็มีปัจจัยที่ต้องจับตามอง อันได้แก่การขึ้นภาษีการค้าจาก 5% เป็น 8% ในเดือนเมษายน ว่าจะกระทบการบริโภคของชาวญี่ปุ่นมากน้อยเพียงใด
หันมาด้านเศรษฐกิจเอเชีย จะพบว่าทิศทางเศรษฐกิจในปีหน้าจะฟื้นขึ้นพอสมควร จากที่เคยอ่อนแรงในปีนี้ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มพลิกฟื้นขึ้น ทำให้เอเชียโดยเฉพาะจีนส่งออกได้มากขึ้น นอกจากนั้นการบริโภคและลงทุนภายในภูมิภาคที่เริ่มฟื้นขึ้นก็จะเป็นปัจจัยเสริมเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เอเชียจะเผชิญปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่ต้องจับตา ประการแรก ได้แก่ กระแสการปรับลด QE ของสหรัฐ ซึ่งจะกระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายของเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยแต่ละประเทศอาจได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน กล่าวคือประเทศที่หนี้สาธารณะและหนี้เอกชนสูง รวมถึงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จะมีความเสี่ยงต่อเงินทุนไหลออกมากกว่าประเทศอื่น โดยประเทศที่เสี่ยงได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย ไทย และมาเลเซียตามลำดับ
ประการที่สอง ได้แก่ ทิศทางการส่งออกของเอเชียว่าจะฟื้นตัวขึ้นหรือไม่ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาชะลอลงมาก อันเป็นผลจากเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มฟื้นนั้นเป็นผลจากภาคเอกชนในประเทศมีความแข็งแกร่งมากขึ้น จึงเพิ่มการผลิตในประเทศและลดการนำเข้าลง รวมถึงการที่เศรษฐกิจจีนที่เป็นผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ขยายตัวชะลอลงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ของประเทศเอเชียถูกกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ระยะต่อไป เป็นไปได้ที่การส่งออกเอเชียจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นตามเศรษฐกิจจีน แต่ก็ต้องจับตามองใกล้ชิด
ประการสุดท้าย ได้แก่ มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณและคุณภาพ (QQE) ของญี่ปุ่น ที่แม้เป็นการอัดฉีดในประเทศญี่ปุ่นเอง แต่ก็ส่งผลบวกต่อประเทศในเอเชียผ่านการลงทุนของภาคเอกชนญี่ปุ่นในเอเชียที่เพิ่มขึ้น ทั้งการลงทุนโดยตรง (FDI) ที่เข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นถึงประมาณ 2-3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อไตรมาส และการลงทุนด้านการเงิน (Portfolio Investment) มาเลเซีย สิงคโปร์และเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งทิศทางนี้น่าจะดำรงอยู่ต่อเนื่องตามกระแส QQE ทำให้ประเทศเอเชียได้รับเม็ดเงินจากญี่ปุ่นและชะลอผลกระทบจากเม็ดเงินสหรัฐที่จะไหลออกไปได้บ้าง ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไม่ผันผวนมากนัก
แม้ภาพมุมสูงของเศรษฐกิจโลกจะเริ่มเห็นสัญญาณปรับตัวดีขึ้น แต่ทิศทางเศรษฐกิจช่วงต่อไปจะยังอ่อนไหวและเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง นักธุรกิจ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายอาจคำนึงปัจจัยรอบด้านในการกำหนดกลยุทธ์ในอนาคต
------------------------
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่









