การเมืองไทยเขม็งเกลียวมากขึ้นไปอีก เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ประกาศลาออกยกพรรค เดินหน้าสู้แบบแตกหัก
ก้าวข้ามวิถีทางรัฐสภาที่ยังมีกติกา“ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่”รออยู่
ทางเลือกของฝ่ายรัฐบาลและผู้สนับสนุนจึงเหลือไม่มากนัก เพราะยุบสภาก็ไม่ได้ ลาออกก็ไม่เอา ส่วนสิ่งที่จะเอาก็ยังเลื่อนลอยและถูกตั้งคำถามว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะ“สภาประชาชน”
บ้านเมืองไทยวันนี้มีความหลากหลายทางสาขาอาชีพกว่าเมื่อปี 2516-2517 หรือเมื่อ 40 ปีที่แล้วที่มีการเปิด“สภาสนามม้า”เพื่อทำหน้าที่“สมัชชาแห่งชาติ”คัดเลือกตัวแทนโดยตรงไปยกร่างรัฐธรรมนูญ
ที่สำคัญบ้านเมืองไทยวันนี้ไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองเพียง“ขั้วเดียว”เหมือนเมื่อก่อน คือ“ปฏิเสธอำนาจทหาร ต้องการประชาธิปไตยเต็มใบ”แต่ปัจจุบันอุดมการณ์ทางการเมือง ของผู้คนในสังคมไทยแตกแยกแตกต่างกันอย่างมากมาย หลักๆ ก็มี 2 สี 2 ขั้วที่ร่วมเวทีกันเกือบไม่ได้เลย หวิดเกิดสงครามประชาชนที่คนไทย 2 สีฆ่ากันเองก็หลายครั้ง
แล้ว“สภาประชาชน”จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าไม่มีกลไกอื่นมารองรับเลย อย่างน้อยฝ่ายที่ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับนายสุเทพ ก็ต้องไม่ไว้วางใจว่าสภาประชาชน จะมีแต่คนของนายสุเทพหรือไม่ หรือหากจะมุ่งหาคนดี ก็เป็น“คนดี”ในแบบที่นายสุเทพและพวกชื่นชมหรือเปล่า ขณะที่สังคมไทยวันนี้“คุณค่าความดี”ในแต่ละเรื่องราวก็แตกต่างกันสุดขั้ว
ย้อนไปดูเกมของกลุ่มนายสุเทพ และพรรคประชาธิปัตย์ บางส่วนมีความละม้ายคล้ายกับสถานการณ์ช่วงก่อนการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ทั้งการชุมนุมต่อเนื่องยาวนาน ตามด้วยการเสนอ“นายกฯมาตรา 7”และการบอยคอตการเลือกตั้ง
ทั้งหมดมุ่งไปสู่สภาวะที่เรียกว่า“สุญญากาศ”ด้านหนึ่งเพื่อต้องการ“อำนาจพิเศษ”ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็เชื้อเชิญ“อำนาจทหาร”ให้ออกมาปฏิวัติ
ปี 2549 ประเด็น“นายกฯมาตรา 7”เป็นหมัน แต่การรัฐประหารด้วยรถถังกลับเกิดขึ้น
ถัดจากปี 2549 การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย ไม่ได้เกิดจากการชุมนุมของประชาชนโดยตรง แต่เกิดจากการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ (ปลดนายกฯ / ยุบพรรคการเมือง) และเกิดจากทหารใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ กดดันพรรคการเมืองให้เปลี่ยนขั้วตั้งรัฐบาลใหม่
สถานการณ์ ณ ปี 2556 ทำท่าจะซ้ำรอย แต่ก็มีความเคลื่อนไหวหลักๆ ที่ต่างออกไป ชัดเจนที่สุดคือกองทัพไม่น่ากล้าทำรัฐประหารอีก ส่วนองค์กรอิสระก็ได้ทำหน้าที่ใน“ดาบแรก”ไปแล้ว คือศาลรัฐธรรมนูญ ยังเหลือ“ดาบสอง”คือ ป.ป.ช. แต่ก็ยังมีขั้นตอนที่ใช้เวลา
ครั้งนี้อาจเป็นครั้งแรกที่“ภาคประชาชน”จะมีอำนาจกำหนดทิศทางการเมืองจริงๆ เพราะทุกองคาพยพของการเมืองกำลังเดินเข้าตาอับดังที่ไล่เรียงมา
แต่วันที่ 9 ธ.ค. ภาคธุรกิจ 7 องค์กรนัดหารือกันเรื่องการเปิด“เวทีกลาง”หาทางออกประเทศ เป็นทางออกที่มีจุดร่วมกันอยู่คือ การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ไม่ได้แก้ปัญหา แต่ต้องกำหนดกติการ่วมกัน และปฏิรูปหลายๆ เรื่องให้เรียบร้อยเสียก่อน
ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากที่ไม่เอารัฐบาล ก็ไม่ได้เอาด้วยกับคุณสุเทพ แต่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากที่ยังสนับสนุนรัฐบาลอยู่ ก็เริ่มเห็นแล้วว่าถ้าปล่อยให้การเมืองเป็นแบบนี้ โดยไม่ปฏิรูปอะไรเลย บ้านเมืองก็ไม่มีทางไปไหน
“เวทีกลาง” และพลังเงียบของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยไม่เสียเลือดเนื้อ จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของความขัดแย้งนี้!








