วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิพากษ์คำพิพากษาคดีรถดับเพลิง-อย่างไรคือ "เอื้อประโยชน์"

ในคดีอาญา ศาลจะลงโทษจำเลยก็ต่อเมื่อโจทก์นำพยานหลักฐานมาพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิด ในคดีรถดับเพลิง

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยสองในหกราย ได้แก่ นายประชา มาลีนนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น และพลตำรวจตรีอธิรักษ์ ตันชูเกียรติ ซึ่งเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานครในขณะนั้น กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ โดยศาลได้วิเคราะห์เกี่ยวกับประเด็นเอื้อประโยชน์ไว้ดังนี้

“พยานหลักฐานที่ได้ความจากการไต่สวนจึงประกอบชอบด้วยเหตุผลมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ราคารถและเรือพร้อมอุปกรณ์การดับเพลิงที่กรุงเทพมหานครจัดซื้อจากจำเลยที่ 5 มีราคาสูงเกินสมควร ไม่มีความสมเหตุสมผล

ทางการไต่สวนก็ได้ความว่า การจัดหายุทโธปกรณ์ของกระทรวงกลาโหม ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติยกเว้นให้ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ [พยานจาก] กองบัญชาการทหารสูงสุด ได้ให้การต่อ คตส. ถึงขั้นตอนการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ว่ามีขั้นตอนปฏิบัติ 17 ขั้นตอน ..... ดังนั้น แม้เป็นการจัดซื้อรัฐต่อรัฐ ก็ต้องมีขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้มีการเสนอราคา และต่อรองราคา เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ รวมทั้งเป็นการแสดงความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม พฤติการณ์แห่งคดีดังที่ได้วินิจฉัยมา มีเหตุผลเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า การจัดซื้อในคดีนี้ที่มีความพยายามกล่าวอ้างว่าเป็นการดำเนินการในลักษณะรัฐต่อรัฐ และความช่วยเหลือของรัฐบาลสาธารณรัฐออสเตรียทั้งที่ไม่มีอยู่จริง จนนำไปสู่การทำข้อตกลง A.O.U. และกำหนดวิธีการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษเพื่อซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 5 นั้น เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อจะได้จัดซื้อรถและเรือดับเพลิงพร้อมอุปกรณ์การดับเพลิงจากจำเลยที่ 5 โดยไม่ต้องเปิดการประกวดราคาเป็นการทั่วไปตามระเบียบการจัดซื้อโดยปกติเท่านั้น อันมีลักษณะเป็นการดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้จำเลยที่ 5 สามารถเข้าเป็นคู่สัญญากับกรุงเทพมหานครโดยไม่ต้องแข่งขันราคาโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่จำเลยที่ 5 เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ โดยหลีกเลี่ยง การแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการกีดกันผู้เสนอราคารายอื่นมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขันในการประกวดราคาอย่างเป็นธรรม เป็นการเอาเปรียบแก่กรุงเทพมหานคร อันมิใช่เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจปกติของจำเลยที่ 5 ย่อมถือได้ว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบธรรม และไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ องค์คณะผู้พิพากษาโดยเสียงข้างมากจึงมีมติว่า การจัดซื้อรถดับเพลิง เรือดับเพลิงพร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยคดีนี้ไม่มีความสมเหตุสมผล ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ [อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 13 ประกอบมาตรา 12]

นอกจากนี้ บันทึกขออนุมัติโครงการที่เสนอไปครั้งแรกนั้นไม่เป็นไปในทางวิชาการด้านการวิเคราะห์และสังเคราะห์โครงการ มีรายละเอียดไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา... แล้วจำเลยที่ 4 ได้นำร่างบันทึกฉบับดังกล่าวไปปรับแก้ทำบันทึกเสนอโครงการใหม่อีกครั้งแต่กลับลงวันที่ย้อนหลังไปในวันที่เคยเสนอเดิมโดยไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ตามระเบียบงานสารบรรณของทางราชการแต่อย่างใด ประกอบกับช่วงเวลานั้นใกล้ถึงวันที่นายสมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้นจะครบวาระในการดำรงตำแหน่ง... การกระทำของจำเลยที่ 4 ที่ลุกลี้ลุกลนลงวันที่ย้อนหลังในเอกสารเช่นว่านี้ จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 4 เร่งรีบดำเนินการเพื่อให้สามารถเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติได้ทันก่อนสิ้นปีงบประมาณและดำเนินการจัดซื้อได้ก่อนที่นายสมัครจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งลง นอกจากนี้ บันทึกเสนอโครงการที่ทำขึ้นมีรายการสินค้าที่นำมาจากใบเสนอราคา... ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการเสนอโครงการให้สอดคล้องกับใบเสนอราคาเพื่อรองรับกับการเสนอขายสินค้าตามความประสงค์ของจำเลยที่ 5 ที่นำเสนอผ่านเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐออสเตรียในครั้งแรกนั่นเอง

เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการวินิจฉัยมาแล้วว่า ราคาที่จัดซื้อแพงกว่าราคาในท้องตลาดมาก ล้วนเป็นข้อพิรุธส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 4 กระทำไปเพื่อเอื้อประโยชน์แก่จำเลยที่ 5 โดยมิชอบ”

ข้อสังเกต

1. การจัดซื้อรถดับเพลิง เป็นการดำเนินการโดยกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่กระทรวงกลาโหม และไม่ใช่การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ แต่ศาลก็เอาขั้นตอนของกระทรวงกลาโหมมาเทียบเคียง

2. แม้ไม่ปรากฏหลักฐานว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 ผู้ที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในคดีนี้ ได้รับประโยชน์ใดๆ ตอบแทน ศาลก็ยังสรุปได้ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ โดยพิจารณาจาก 1) การไม่มีการประกวดราคา 2) การตกลงรายการและราคาสินค้าไว้ล่วงหน้าโดยไม่มีการต่อรองราคา 3) ราคาสินค้าที่ซื้อแพงกว่าท้องตลาดมาก 4) การเร่งรีบดำเนินการ

จะเห็นได้ว่าประเด็นเอื้อประโยชน์นั้น แม้ไม่ปรากฏว่า ผู้กระทำความผิดจะได้รับทรัพย์สินใดๆ เป็นการจูงใจหรือตอบแทน (อย่างเช่นในกรณีคดีค่าโง่ทางด่วนสายบูรพาวิถี บางนา-ชลบุรี ที่ผู้ลงนามในสัญญาได้รับโอนหุ้น) ศาลก็อาจรับฟังพฤติการณ์ต่างๆ จนได้ข้อสรุปว่ามีการเอื้อประโยชน์ได้ พฤติการณ์นั้นจะชี้จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควรหรือไม่ก็เป็นอำนาจศาลที่จะพิจารณา

*********************************************

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่