คนไทยที่จะต้องเดินทางไปอินเดียเป็นครั้งแรกมักจะมีความกังวลใจในหลายเรื่อง แต่ที่มักจะเป็นห่วงกังวลกันมากที่สุดก็คือ เรื่องอาหารการกิน
ด้วยเกรงว่าจะรับประทานอาหารไม่ได้เพราะไม่คุ้นเคยกับกลิ่นเครื่องเทศและรสชาติที่ต่างไปจากอาหารไทยที่เคยชิน กลัวเรื่องความไม่สะอาดของอาหาร ไม่มีความรู้เกี่ยวกับอาหารอินเดีย และยังไม่รู้จักประเทศอินเดียดีพอ หลายท่านถึงกับฝันหวานกันเลยทีเดียวว่ากลับจากอินเดียแล้วคงจะมีผลพลอยได้ คือ น้ำหนักตัวลดลงแน่นอน
แต่...ช้าก่อน อินเดียเดี๋ยวนี้เขาพัฒนาไปเยอะแล้วครับ อยากจะรับประทานอาหารอะไรก็มีให้เลือกซื้อได้อย่างหลากหลายไม่ต้องวิตกกังวลกันจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็น McDonald’s, Domino’s Pizza, Pizza Hut, KFC, Subway, Starbucks, Krispy Kreme เป็นต้น เลือกซื้อกันได้ตามสบายหายห่วง เพียงแต่ว่าร้านอาหารยี่ห้อต่างชาติชื่อดังเหล่านี้ยังไม่ได้กระจายไปทั่วทุกหัวระแหงแบบไทยแลนด์แดนสวรรค์ของเราเท่านั้นเอง แต่ที่แน่ๆ ตามเมืองใหญ่ๆ และเมืองรองที่เริ่มพัฒนาเป็นเมืองสมัยใหม่ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วอยู่ในขณะนี้ รับรองว่ามีร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเหล่านี้เปิดให้บริการอยู่แน่นอนครับ โดยเฉพาะเมืองทางด้านตะวันตกของอินเดียตั้งแต่เหนือจรดใต้
ที่เอ่ยชื่อเป็นตัวอย่างมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าเป็นอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารจานด่วนสายพันธุ์ต่างชาติทั้งหมดที่เข้าไปรณรงค์ต่อกรกันในตลาดอินเดียอยู่ในขณะนี้ อันนี้ก็เป็นเพราะว่าบริษัทต่างชาติเหล่านี้มองเห็นโอกาสและศักยภาพของตลาดที่มีขนาดใหญ่และขยายตัวอย่างรวดเร็วของอินเดีย โดยในปี 2556 นี้ ตลาดอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดทุกประเภทในอินเดียมีมูลค่าตลาดสูงถึง 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นร้านฟาสต์ฟู้ดขนาดเล็กที่มีตั้งแต่ประเภทตั้งโต๊ะตัวเดียวหรือรถเข็นขายแซนด์วิช หรืออาหารว่างแบบอินเดียตามข้างถนน เช่น ซาโมซ่า วาดะเปา (แฮมเบอร์เกอร์แบบอินเดีย) ปานีปุรี โดซ่า ฯลฯ ไปจนถึงร้านที่เป็นเพิงเล็กๆ ที่ขายอาหารจานด่วนที่มีอยู่ทั่วไป โดยร้านฟาสต์ฟู้ดประเภทนี้ถือเป็นร้านอาหารจานด่วนแบบดั้งเดิมของอินเดียที่เรียกว่า Unorganized Segment มีมูลค่าตลาดถึง 3.37 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.04 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 70% ของตลาดฟาสต์ฟู้ดในอินเดียทั้งหมด
ในขณะที่ร้านฟาสต์ฟู้ดสมัยใหม่ที่บริหารในระบบเครือข่ายสาขาหรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าเป็นฟาสต์ฟู้ดเชนยังมีสัดส่วนอยู่ไม่มากนัก โดยมีมูลค่าตลาดในปี 2556 อยู่ที่ 2.5 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 77,500 ล้านบาท คิดเป็น 5.2% ของตลาดฟาสต์ฟู้ดทั้งหมดของอินเดีย โดยร้านฟาสต์ฟู้ดสมัยใหม่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นเครือข่ายสาขาของบริษัทต่างชาติ แต่ปัจจุบันเริ่มมีบริษัทของอินเดียนำอาหารอินเดียมาจำหน่ายในระบบเครือข่ายสาขามากขึ้นโดยนำแนวความคิดและวิธีบริหารจัดการที่ได้เรียนรู้จากร้านฟาสต์ฟู้ดเชนต่างชาติที่เข้าไปขยายสาขาในอินเดียมาประยุกต์ใช้และสามารถทำได้ดีด้วย เช่น Jumbo King ที่จำหน่ายวาดะเปา หรือแฮมเบอร์เกอร์สไตล์อินเดียโดยเริ่มต้นสาขาแรกที่เมืองมุมไบก่อนที่จะขยายไปยังเมืองอื่น
อีกรายหนึ่ง คือ Paradise ที่เพิ่งนำรูปแบบฟาสต์ฟู้ดเชนหรือระบบเครือข่ายสาขามาใช้ในการขายข้าวหมก (Biryani) ที่เมืองไฮเดอราบาด และกล้าประกาศท้าชนว่าสามารถเสิร์ฟข้าวหมกได้เร็วกว่าร้านที่เสิร์ฟพิซซ่า แถมราคายังถูกกว่าพิซซ่าตั้งเยอะ โดยร้าน Paradise สามารถขายข้าวหมกมังสวิรัติได้ในราคาจานละ 150-170 รูปี (ประมาณ 75-85 บาท) เท่ากันทั่วประเทศ ในขณะที่ร้านพิซซ่ายังขายพิซซ่าขนาดกลางในราคา 350-500 รูปีต่อชิ้น (ประมาณ 175-250 บาท) ซึ่งนอกจากราคาจะถูกกว่าแล้ว ร้าน Paradise ยังเกทับอีกว่าอาหารของทางร้านมีกลิ่นหอมของเครื่องเทศและรสชาติจัดจ้านถูกปากคนอินเดียมากกว่าพิซซ่าจากต่างชาติเป็นไหนๆ นอกจากนี้ ก็ยังมีฟาสต์ฟู้ดท้องถิ่นมาแรงอย่าง Wow Momo จากเมืองกอลกัตตา ขายอาหารเนปาลที่เรียกว่า โมโม่ ซึ่งเป็นอาหารว่างที่เป็นที่นิยมอีกอย่างหนึ่งของคนอินเดีย หน้าตาเหมือนกับเกี๊ยวซ่าทุกประการ ปัจจุบันมีทั้งหมด 27 สาขาใน 5 เมือง
ปัจจุบันแม้ว่าฟาสต์ฟู้ดเชนท้องถิ่นในอินเดียจะเริ่มขยายตัวมากขึ้น แต่ก็ยังมีส่วนแบ่งตลาดน้อยกว่าฟาสต์ฟู้ดเชนจากต่างประเทศ โดยฟาสต์ฟู้ดเชนท้องถิ่นมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 37% ในขณะที่ฟาสต์ฟู้ดเชนจากต่างประเทศมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 63% โดยมี Domino’s Pizza เป็นผู้นำในตลาดด้วยส่วนแบ่งตลาด 20% รองลงมาคือ Subway 12%, McDonald’s 11%, KFC 9% และ Pizza Hut 8% ตามลำดับ แต่เคล็ดลับแห่งความสำเร็จที่สำคัญของร้านฟาสต์ฟู้ดเชนจากต่างประเทศก็คือ ต้องมีการปรับเมนูอาหารให้ตรงกับรสนิยมและความชอบของคนอินเดียด้วย เช่น McDonald’s ไม่มีเมนูทีทำจากเนื้อวัว แต่ต้องเพิ่มอาหารมังสวิรัติเข้าไปแทน เป็นต้น
บริษัท Technopak คาดการณ์ว่าในปี 2561 ตลาดอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดทุกประเภทในอินเดียจะมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นสูงถึง 7.8 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.42 ล้านล้านบาทหรือขยายตัวจากปี 2556 ถึง 62.5% โดยกลุ่มที่เป็นฟาสต์ฟู้ดเชนสมัยใหม่มีอัตราการขยายตัวสูงที่สุดถึง 1.6 เท่า ทำให้ร้านฟาสต์ฟู้ดเชนสมัยใหม่มีสัดส่วนในตลาดอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดในอินเดียเพิ่มขึ้นเป็น 8.33% เทียบกับปี 2556 ที่มีสัดส่วน 5.2% ในขณะที่กลุ่มร้านฟาสต์ฟู้ดแบบดั้งเดิมขนาดเล็กที่เรียกว่า Unorganized Segment มีสัดส่วนลดลงเหลือ 61% เทียบกับปี 2556 ที่มีสัดส่วนสูงถึง 70%
ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนผลักดันให้โครงสร้างตลาดอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดในอินเดียเปลี่ยนไป โดยฟาสต์ฟู้ดเชนสมัยใหม่ทั้งที่มาจากต่างประเทศและที่เกิดขึ้นใหม่ในประเทศอินเดียได้รับความนิยมมากขึ้น ก็คือ ประชากรอินเดียมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น รวมทั้งคนอินเดียรุ่นใหม่มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามกระแสโลกสมัยใหม่มากขึ้นจากการเดินทางไปต่างประเทศและการรับข้อมูลข่าวสารผ่านระบบการสื่อสารสมัยใหม่มากขึ้น นอกจากนั้น พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศอินเดียเริ่มกลายเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ทำให้คนอินเดียส่วนใหญ่ต้องใช้เวลานอกบ้านมากขึ้น พฤติกรรมการบริโภคอาหารก็จะเปลี่ยนจากการทำอาหารรับประทานเองที่บ้านมาเป็นการรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้นเนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ทั้งนี้ บริษัท McKinsey ได้ทำการศึกษาและคาดการณ์ว่าภายในปี 2573 ประชากรของอินเดียจำนวนประมาณ 590 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 40% ของจำนวนประชากรทั้งหมดจะกลายเป็นประชากรเมืองตามการขยายตัวสู่ความเป็นเมืองมากขึ้น และคนเมืองนี่เองที่จะเป็นตลาดสำคัญสำหรับร้านฟาสต์ฟู้ดเชนที่กำลังขยายตัวอยู่ในขณะนี้
ตลาดฟาสต์ฟู้ดในอินเดียจึงเป็นตลาดที่ใครๆ ก็จับตามองและหมายปองกันทั้งนั้น โดยเฉพาะกลุ่มฟาสต์ฟู้ดเชนจากต่างประเทศ...ก็ตลาดใหญ่และมีศักยภาพซะขนาดนั้น ใครจะอดใจได้









