หนังสือ จับชีพจรประเทศไทย : A Nation in Decline? ของ มูลนิธิสถาบันไทยศึกษา (Thailand Future Foundation)
วิเคราะห์ไว้น่าสนใจว่า ช่วง 20 ปีที่ผ่านมานั้น ในมิติเศรษฐกิจมีความเปลี่ยนแปลง 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่มีผลกระทบต่อประเทศ คือ
1.วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ได้สร้างบทเรียนให้ภาคการเงินของไทยมีความเข้มแข็งขึ้น ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงกำลังอ่อนแอจากการไม่เคยเผชิญวิกฤติ ทำให้เราละเลยที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
2.พรรคการเมืองไทยมีบทบาทอย่างสูงในการสื่อสารกับประชาชนโดยตรง และนำเรื่องต่างๆ ที่เป็นความต้องการของประชาชนมากำหนดเป็นนโยบายเพื่อปฏิบัติ ซึ่งเป็นที่มาของนโยบายประชานิยมที่ลดทอนประสิทธิภาพของคน
3.การเชื่อมโยงของระบบไอที ที่เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างพลิกโฉม
หนังสือเล่มนี้บอกด้วยว่าประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ ความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของประเทศไทย
ปัญหาคอร์รัปชันและความขัดแย้งทางการเมือง ที่เริ่มฉุดรั้งอัตราความเจริญทางเศรษฐกิจของประเทศ ให้เติบโตช้าลง ในขณะที่ AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) จะเป็นสุดยอดของโอกาสและอนาคตที่สำคัญ “หากเราสร้างความเป็นหนึ่งในภูมิภาคนี้ได้”
และตอกย้ำว่าการท่องเที่ยวที่เป็นเสน่ห์ของประเทศและยังคงไปได้ดี ก็ต้องได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้อยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
หัวใจของยุทธศาสตร์ประเทศไทย เห็นจะเป็นเงื่อนไขที่ว่า “หากเราสร้างความเป็นหนึ่งในภูมิภาคนี้ได้” ซึ่งควรจะเป็นเป้าหลักของการร่าง “พิมพ์เขียวประเทศไทย”
เหตุการณ์บ้านเมืองสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา บอกเราว่าการสร้าง “ความเป็นหนึ่งในภูมิภาค” สำหรับประเทศไทยเป็นเรื่องยากเย็นยิ่ง
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไทยขาด “มันสมอง” หรือ “ความมุ่งมั่น” หากแต่เป็นเพราะคุณภาพนักการเมืองเสื่อมถอยหนักหน่วง
เอกชนอาจจะได้เรียนรู้จากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และได้สร้างภูมิต้านทานมากขึ้น แต่ภาคราชการไม่ได้ปรับตัวตาม และความสามารถในการแข่งขันของไทย ยังล้าหลังเพราะขาดการนำทางการเมืองอย่างยิ่ง
รายงานตั้งข้อสังเกตว่า “พรรคการเมืองไทยมีบทบาทอย่างสูงในการสื่อสารกับประชาชนโดยตรง และนำความต้องการของประชาชนมากำหนดนโยบายประชานิยม” และสรุปว่านั่นเป็นการ “ลดทอนประสิทธิภาพของคน”
นี่ย่อมไม่ใช่วิวัฒนาการทางการเมืองไปในทางที่น่าชื่นชม เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว ปรากฏการณ์ของนโยบาย “ประชานิยม” ที่กลายเป็นส่วนสำคัญของการเมืองไทย
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่าพรรคการเมืองมิได้เป็นองค์กรตัวแทนความต้องการของประชาชน หากแต่กลายเป็นเครื่องมือของ “นักธุรกิจการเมือง” ในการรวบรวม “นักเลือกตั้ง” มาเป็น “ลูกจ้าง” ทำหน้าที่ระดมคะแนนเสียงจากชาวบ้านด้วยนโยบาย “ประชานิยม” ที่ใช้เงินภาษีประชาชนให้ชาวบ้านต้องพึ่งพาบารมีของนักการเมือง จนไม่สามารถสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืนให้กับสังคมส่วนรวมได้
โครงสร้างการบริหารพรรคการเมือง มิได้สะท้อนความหลากหลายแห่งอาชีพและปรัชญาทางความคิด เพื่อยกระดับคุณภาพของประชาชน แต่พรรคการเมืองวันนี้มี “เจ้าของ” ที่สั่งการให้ลูกพรรคทำอะไรตามที่ตนต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ก็ตาม
ดังนั้น หากจะมีการช่วยกันร่าง “พิมพ์เขียวเพื่อปฏิรูปประเทศไทย” อย่างเป็นรูปธรรมตามบทวิเคราะห์ “จับชีพจรประเทศไทย” แล้ว หัวข้อใหญ่ข้อแรกจะต้องเป็นมิติการเมือง ที่เป็นตัวบ่อนทำลายความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ จนทำให้เราอยู่ในสภาพที่ “เสื่อมถอย” อย่างปฏิเสธไม่ได้









