ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่กำลังเขม็งเกลียว ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี
และนอกสภาที่มวลชนผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่เรียกกันว่า “ม็อบราชดำเนิน” ซึ่งวันนี้ได้กระจายการชุมนุมไปยึดกุมหน่วยงานที่เป็นหัวใจสำคัญในการบริหารของรัฐบาล รวมทั้งในต่างจังหวัดที่มีมวลชนเข้ายึดพื้นที่ในศาลากลางจังหวัดในหลายจังหวัด สถานการณ์ดังกล่าวกำลังเป็นที่วิตกว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงอีกครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในขณะเดียวกันกับที่มีเสียงเรียกร้องจากกลุ่มผู้ชุมนุมให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง “ลงจากหอคอยงาช้าง” เข้ามามีบทบาทในการร่วมกันต่อต้านรัฐบาลในครั้งนี้ด้วย โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลชุดนี้หมดความชอบธรรมแล้วที่จะบริหารประเทศต่อไป และมหาวิทยาลัยเป็นสถาบันทางวิชาการที่ควรต้องเป็นผู้นำทางปัญญาแก่มวลชน
โดยความที่เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะเป็นพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เข้าร่วมกับขบวนการต่อต้านรัฐบาล มหาวิทยาลัยที่ผู้เขียนสังกัดอยู่ก็ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันดังกล่าวอย่างเข้มข้น เช่น มีการเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยหยุดการเรียนการสอนและออกเดินไปพร้อมประชาชน ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของขบวนการต่อต้านรัฐบาลครั้งนี้ ที่จะเห็นได้ว่ามีการเคลื่อนไหวในนามสถาบันการศึกษาในการเข้าร่วมการชุมนุม และหลายครั้งที่ผู้นำในการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นผู้บริหารของคณะหรือของมหาวิทยาลัยและประกาศตัวเข้าร่วมการชุมนุมอย่างเปิดเผย มองในด้านหนึ่งอาจถือเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรมของผู้บริหารนั้นๆ ที่กล้าประกาศตัวยืนหยัดอยู่กับสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง แต่อีกด้านหนึ่งก็น่าที่จะพิจารณาว่าบทบาทดังกล่าวนั้นสามารถกระทำได้หรือไม่ หรือภายในขอบเขตเพียงใด
เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในหมวดว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 31 ได้รับรองให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ซึ่งย่อมรวมถึงสิทธิและเสรีภาพทางวิชาการ การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหรือการชุมนุมทางการเมืองด้วย อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่าสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวอาจถูกจำกัดโดยกฎหมายได้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม นั่นหมายความถึงการที่บุคคลกลุ่มนี้อาจมีสิทธิและเสรีภาพที่เกี่ยวกับการเมืองที่มีขอบเขตจำกัดกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น การห้ามมิให้ข้าราชการที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมือง เป็นต้น ทั้งนี้ ก็เนื่องมาจากหลักการพื้นฐานของกฎหมายมหาชนประการหนึ่ง นั่นคือ “หลักความเป็นกลางของรัฐ (State Neutrality)” ซึ่งมีรากฐานมาจากหลักความเสมอภาค
หลักความเป็นกลางของรัฐเป็นหลักที่กำหนดให้รัฐ (ซึ่งหมายถึงข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย) ต้องวางตัวเป็นกลางในทางการเมือง รวมถึงการวางตัวเป็นกลางในทางความเชื่อที่อยู่ในขอบเขตพื้นที่ที่เป็นเสรีภาพส่วนบุคคลของปัจเจกชน เช่น ความเชื่อทางศาสนา อันเนื่องมาจากรัฐนั้นเป็นตัวแทนของประชาชนทุกกลุ่มในรัฐนั้น ซึ่งมีความหลากหลายและแตกต่างกันทางความคิด ความเชื่อทางศาสนา รสนิยมและทัศนะทางการเมือง หากไม่มีการกำหนดกรอบการใช้สิทธิเสรีภาพของเจ้าหน้าที่ของรัฐเอาไว้ว่าต้องคำนึงถึงการวางตัวเป็นกลางก็อาจส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่นั้นๆ ที่อาจมีการนำจุดยืนทางการเมืองส่วนตัวเข้ามาปะปนกับการใช้อำนาจในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ และนำไปสู่ความอยุติธรรมหรือการเลือกปฏิบัติต่อประชาชนที่มีจุดยืนแตกต่างกันกับตน หรืออย่างน้อยที่สุดก็อาจก่อให้เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแก่ประชาชนกลุ่มที่ตกเป็นคนละฝ่ายกับการแสดงออกของรัฐนั้นในลักษณะที่ตนต้องตกเป็นชนกลุ่มน้อยหรือไม่ได้รับการเหลียวแลหรือให้คุณค่า เพราะเหตุมีความเชื่อหรือรสนิยม หรือทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างออกไป จึงกล่าวได้ว่าหลักความเป็นกลางของรัฐมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหลักความเสมอภาค นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ต้องกล่าวด้วยว่าในทางส่วนตัว ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐก็มีสถานะที่เป็นปัจเจกชนคนหนึ่งเช่นเดียวกับบุคคลอื่นๆ จึงย่อมต้องมีสิทธิและเสรีภาพต่างๆ ตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ในฐานะเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคมเช่นกัน ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้น ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐก็อาจแสดงออกซึ่งความคิด ความเชื่อ และจุดยืนทางการเมืองของตนในกรณีต่าง ๆ ได้ภายในขอบเขตของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การแสดงออกดังกล่าวต้องทำในฐานะปัจเจกชน โดยพึงระมัดระวังที่จะไม่แสดงออกซึ่งจุดยืนดังกล่าวในนามของสถาบันการศึกษา หรือทำให้สาธารณะเข้าใจว่าเป็นการแสดงออกของสถาบันการศึกษา ทั้งนี้ก็เพราะมหาวิทยาลัยนั้นควรเป็นพื้นที่ที่เป็นกลางสำหรับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะมีทัศนะทางการเมืองอย่างไรก็ตาม
นอกจากนี้ บุคลากรในมหาวิทยาลัยเป็นกลุ่มคนที่สังคมคาดหวังว่าจะทำหน้าที่ให้แสงสว่างทางปัญญาแก่สังคม ด้วยองค์ความรู้ในทางวิชาการอย่างเป็นกลาง จึงได้รับการประกันสิทธิเสรีภาพเป็นพิเศษดังที่ปรากฏในมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งรับรองเสรีภาพในทางวิชาการไว้เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่พลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้น นักวิชาการจึงจำเป็นต้องตระหนักถึงความสำคัญในบทบาทของตน และทำหน้าที่ชี้นำสังคมเพื่อก้าวผ่านความขัดแย้งทางการเมืองไปได้โดยอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชา และพยายามตัดอคติหรือจุดยืนทางการเมืองส่วนตนออกให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อให้การทำหน้าที่นั้นอยู่บนพื้นฐานความเป็นกลางให้มากที่สุด และที่สำคัญคือต้องระมัดระวังไม่ให้การทำหน้าที่ของตนนั้นก้าวข้ามขอบเขตทางวิชาการออกไปสู่การแสดงจุดยืนทางการเมืองในฐานะปัจเจกชน ซึ่งหากจะกระทำก็ควรต้องแสดงออกในฐานะประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น








