วานนี้ (20 พ.ย.) กระแสร้อนการเมือง คงต้องยกให้ประเด็น "ศาลรัฐธรรมนูญ" พิจารณาชี้ขาดปมการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่หลายคนจับจ้องอยู่ การนั่งบัลลังก์แถลงของศาลรัฐธรรมนูญล่าช้ากว่าที่หลายคนคาดไว้ ยิ่งทำให้ภาวะการเฝ้าติดตามสถานการณ์ ในช่วงครึ่งเช้าของวันเป็นไปอย่างเคร่งเครียด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มก้อนทางการเมือง นักการเมือง ทั้งฝ่ายรัฐบาลฝ่ายค้าน และกลุ่มมวลชนผู้สนับสนุนต่างรอลุ้นผลคำตัดสิน
ไม่เฉพาะบุคคลในแวดวงการเมือง และคนที่สนับสนุนการเมืองเท่านั้น ที่เกาะติดสถานการณ์ แต่กลุ่มคนตรงกลางอย่างนักธุรกิจ นักวิชาการ และผู้บริหารองค์กรต่างๆ พากันจับตาเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน บางคนถึงกับเลื่อนการจัดงานในวันที่ 20 พ.ย.ออกไป เพื่อรอดูสถานการณ์ ขณะที่ใครซึ่งยังจัดงานก็เดินหน้าอย่างระมัดระวัง และเตรียมแผนสำรองรับมือหากเกิดเหตุไม่คาดคิดตามมา
แม้ว่าบ้านเรา ปมปัญหาการเมืองยืดเยื้อมายาวนานเกือบ 10 ปี แต่ทุกครั้งที่เกิดการรวมตัวชุมนุมคัดค้าน ก็มักจะส่งผลตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้หลายคนมั่นใจว่าการชุมนุมคัดค้านไม่น่าจะเกิดความรุนแรง เพราะหลายฝ่ายต่างมีบทเรียนใหญ่ จากปัญหาการเมืองที่มีความรุนแรงครั้งใหญ่เมื่อ 3 ปีก่อนมาแล้ว แต่ความอ่อนไหวของตลาดเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเชื่อมั่น ยิ่งการชุมนุมยาวนานยืดเยื้อ ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นตลาดถดถอย แม้หลายคนจะพยายามบอกว่าการชุมนุมไม่มีความรุนแรง ไม่น่าจะส่งผลกระทบมากนักก็ตาม
ประเด็นธุรกิจทุกวันนี้ มีปัจจัยลบหลายด้าน เมื่อการเมืองมีปัญหา และส่อเค้าจะบานปลาย ย่อมส่งผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ภาวะตลาดขณะนี้ธุรกิจการผลิตอุตสาหกรรม ดูเหมือนไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะการผลิตยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง แต่ธุรกิจปลายทางอย่าง ภาคค้าปลีก และท่องเที่ยว วันนี้ต้องบอกว่า เริ่มเห็นสัญญาณที่ไม่สู้ดีนักบ้างแล้ว อัตราการเติบโตก็เริ่มต้องมาทบทวนกันใหม่ จะยังคงเป็นไปตามเป้าหมายเดิมได้หรือไม่
โดยเฉพาะในกลุ่มท่องเที่ยว ผู้ประกอบการเอกชน บอกว่าเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองดี รู้ว่าแต่ละฝ่ายมีมุมมองและจุดยืนไม่ตรงกันอย่างไร พร้อมย้ำว่าเห็นด้วยกับกิจกรรมทางการเมือง ที่แต่ละฝ่ายพยายามแก้ไขปัญหา แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่าผลกระทบจากสถานการณ์ร้อนทางการเมืองขณะนี้ จะทำให้ตลาดท่องเที่ยวไทยสะดุดลง อาจไม่ใช่วันนี้พรุ่งนี้ แต่มองเป็นผลกระทบต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือ กลุ่มตลาดสำคัญ อย่างอินเซนทีฟทัวร์ และตลาดไมซ์ กลุ่มประชุมสัมมนา งานใหญ่ระดับนานาชาติ ที่เคยมาจัดในไทย วันนี้เห็นสถานการณ์การเมืองไทยมีสัญญาณไม่ดี อาจตัดสินใจเปลี่ยนแผน ไม่เลือกมาจัดในไทยก็เป็นได้
อีกกลุ่มคือนักท่องเที่ยวเข้ามาแบบเช่าเหมาลำ ซึ่งมีตลาดสำคัญจากยุโรป และเอเชียอย่างจีน ก็อาจหดหายไป แต่ยังดีที่ตลาดนี้พอยืดหยุ่นได้บ้าง จากโปรแกรมท่องเที่ยวที่สามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมได้ แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ปัญหาความเชื่อมั่นตลาดชะลอตัวลงไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกในบ้านเรา









