วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก้าวต่อไปไม่ได้อยู่ที่ นักการเมือง แต่อยู่ที่ภาคประชาชน

ผมไปนั่งวงสนทนาไหนในช่วงนี้ ก็มีคำถามที่ละม้ายกัน คือ “แล้วไงต่อไป?”

คำตอบของผมสั้นๆ ง่ายๆ เสมอ ก็คือ “อยู่ที่คุณนั่นแหละ”

เสียงเรียกร้องให้ “ปฏิรูปประเทศไทย” ดังกระหึ่มทั่วประเทศขณะนี้ มิใช่เพียงแค่ต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม “ให้คนโกงพ้นผิด” เท่านั้น หากแต่ยังเป็นการสะท้อนถึงความเห็นพ้องต้องกันของคนไทยส่วนใหญ่ ว่า เราจะปล่อยให้บ้านเมืองเดินไปตามยถากรรมอย่างที่เป็นมาตลอดเวลา ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

เราต้องไม่เพียง “มองหาคนดี” เท่านั้น แต่ต้อง “ทำตนเป็นคนดี” ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

ลึกๆ แล้ว คนไทยที่ออกมาเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง ก็ยังถามหา “อัศวินม้าขาว” มาช่วยกู้ชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การจะปฏิรูปประเทศไทย จะต้องเริ่มจากตัวเราเองทุกคน

การที่ผู้คนจากทุกสาขาวิชาชีพออกมารวมตัวกันอย่างล้นหลามครั้งนี้ ยืนยันสัจธรรมใหม่ทางการเมืองของไทย ว่า เมื่อบ้านเมืองถึงจุดวิกฤติ คนไทยไม่ต้องรอให้มี “แกนนำ” ที่จะบอกเราว่าเราควรจะคิดอย่างไร เราควรจะสนับสนุนอะไร หรือต่อต้านอะไร

การก่อเกิดของ Social Media เป็นเครื่องมือเทคโนโลยีของการแลกเปลี่ยนความคิด และระดมผู้คนอย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

แต่ เทคโนโลยีไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดการระดมมวลชนเพื่อแสดงจุดยืน เพราะว่าในเหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อ 40 ปีก่อน หรือ “พฤษภาทมิฬ” หรือ “ม็อบมือถือ” นั้น ก็ไม่มีทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊ค ที่จะเป็นสื่อกลางให้นัดหมายรวมพลของคนที่มีความเห็นสอดคล้องต้องกัน เพื่อออกมาแสดงพลังในที่สาธารณะ

เพราะว่าเมื่อความอัดอั้นตันใจและแรงกดดันจากผู้ปกครองที่ไม่ชอบธรรมถึงระดับหนึ่ง ผู้คนก็จะหาทางสื่อสารด้วยกันผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ ของสังคมได้อยู่ดี

เพียงแต่ว่า เมื่อผู้ปกครองมีพฤติกรรมที่ประชาชน “สุดจะรับได้” และเมื่อ “ฟางเส้นสุดท้าย” วางไว้บนหลังลา ก็จะปรากฏอาการทนไม่ได้ออกมาอย่างจะแจ้ง ฟืนท่อนเดียวที่โยนเข้ากองไฟธรรมดาๆ ก็สามารถลุกโชนกลายเป็นพายุใหญ่ในทะเลเพลิงได้

แล้วไงต่อไป?

การตื่นตัวของคนไทย ที่จะ “ไม่ยอมรับคอร์รัปชัน” ในทุกรูปแบบอย่างพร้อมเพรียงกันครั้งนี้ มิได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน เป็นความรู้สึกร่วมของคนไทยที่สั่งสมมาตลอด และถูกปลุกให้ตื่น ด้วยการรณรงค์ของภาคีต่อต้านคอร์รัปชัน และสื่อมวลชนที่รับผิดชอบประกอบกับกลุ่มนักวิชาการและผู้นำชุมชนทั่วประเทศ ที่ประสานเสียงและร่วมกิจกรรมมาสักระยะหนึ่งแล้ว

ก้าวต่อไป คือ การสร้างเสริมพลังองค์กรประชาชน ที่จะผลักดันการปฏิรูปสังคมในทุกรูปแบบอย่างเป็นระบบ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างต่อเนื่อง ร่วมกันร่าง “วาระประชาชน” อย่างคึกคัก เพื่อวางรากฐานสำหรับการเดินหน้าเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

ที่สำคัญอย่างยิ่งยวด คือ การที่ “ชนชั้นกลาง” จะต้องเชื่อมโยงและเรียนรู้จาก “ชาวรากหญ้า” ในชนบท เพื่อการเรียนรู้แลกเปลี่ยนทัศนคติ และผนึกกำลังเพื่อผลักดันการปรับค่านิยม เป้าหมาย และ การจัดลำดับความสำคัญของประเทศอย่างชัดเจน

“การเมือง” เป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าที่เราจะถือว่าเป็นเรื่องของ “นักการเมือง” เท่านั้น

ต่อแต่นี้ไป หากเราจะ “ยกระดับ” ของประเทศ (ที่ไม่ใช่เพียงแค่การ “ยกระดับการประท้วง” เท่านั้น) “การเมืองประชาชน” จะต้องมาก่อน “การเมืองของพรรค” เพราะประสบการณ์ได้สอนเราแล้วว่าพรรคการเมืองไทยไม่สามารถจะนำพาประเทศเข้าสู่การปฏิรูปได้อย่างแท้จริง

การเมืองไทยวันนี้ พรรคการเมืองกลายเป็นธุรกิจ มีเจ้าของ มีลูกจ้าง มีคนสั่งการอยู่คนเดียว หรือไม่ก็กลายเป็นกลไกการเมืองที่อนุรักษนิยมเกินกว่าที่จะปรับเปลี่ยนตามเสียงเรียกร้องของประชาชนได้

ดังนั้น ต่อไปนี้ใครอ้างถึง “ประชาธิปไตย” ต้องไม่ใช่มีความหมายเพียงการหย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น หากแต่จะต้องหมายถึง “การเมืองภาคประชาชน” ที่จะต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ ตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองอย่างเข้มข้น รณรงค์ให้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วนและรอบด้าน และสื่อสารมวลชนที่รับผิดชอบและเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนได้

ก้าวต่อไปสำหรับนักการเมือง อาจจะวนเวียนอยู่กับการ “ลาออก” หรือ “ยุบสภา”

แต่ก้าวต่อไปสำหรับประชาชน คือ การยืนยันในสิทธิของปวงชนชาวไทย ที่จะผนึกกำลัง กำหนดให้นักการเมืองต้องเดินตาม “วาระประชาชน”

“เสียงส่วนใหญ่” ในสภา ที่ออกกฎหมายอัปยศ จะมี “เสียงเงียบงันส่วนใหญ่” ของประเทศ ลงโทษในทุกรูปแบบ...อย่างแน่นอน