วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยจะถ่วงดุลอำนาจ ทั้งสามนี้อย่างไร?

นายกฯ ไทย บอกว่า นายกฯ จีน เสนอซื้อข้าวไทย 1 ล้านตันต่อปีในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งถ้าหากลงรายละเอียดแล้ว

เป็นไปตามนั้นจริง ก็ต้องถือว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของ Charm Offensive หรือ “ปฏิบัติการหว่านเสน่ห์” ของจีนที่กำลังเป็นแนวทางการทูตไปทั่วโลก

แต่ต้องไม่ลืมว่าในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ไม่มีอะไรที่ใครจะให้อะไรใครฟรี โดยไม่หวังผลตอบแทนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

เพราะว่าลงท้ายแล้ว ทุกนโยบายย่อมตัดสินด้วยผลประโยชน์ของประเทศนั้นๆ เป็นที่ตั้ง

จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ที่ไทยเราจะต้องดำเนินวิเทโศบายต่อประเทศทั้งหลาย ด้วยการถ่วงดุลแห่งอำนาจให้ถูกต้องและไม่เพลี่ยงพล้ำ ด้วยการผูกติดตัวเรากับประเทศใดประเทศหนึ่ง จนทำให้เกิดภาวะของการถูกมองว่าเราถูกดึงไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง

วันนี้ จีนกับสหรัฐ มีการเผชิญหน้ากันระดับหนึ่ง

จีนกับญี่ปุ่น มีความขัดแย้งกันเด่นชัดในหลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณีหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก

ขณะเดียวกัน รัสเซีย ก็มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้ ที่ไทยมองข้ามไม่ได้

อินเดีย มีความสำคัญต่อเราในหลากหลายมิติ ที่จะต้องเป็นส่วนสำคัญของนโยบายต่างประเทศของเรา เช่นกัน

กับ อาเซียน ไทยจะต้องรักษาความเหนียวแน่น และสามารถผนึกพลังขององค์กรภูมิภาคแห่งนี้ ให้เป็นประโยชน์ทั้งต่ออาเซียนเองและกับประเทศไทย

วันนี้ ไทย มีหน้าที่เป็น “ผู้ประสานงาน” ระหว่างจีนกับอาเซียน จึงมีหน้าที่สำคัญที่จะต้องประสานประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายให้ได้อย่างราบรื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจีนมีปัญหากับอาเซียนบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ มาเลเซีย กรณีการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้และปักกิ่ง ยืนยันว่าจะเจรจาก็แต่เฉพาะตัวต่อตัว ไม่ยอมให้อาเซียนสองสามประเทศรวมตัวกันมาต่อรองเรื่องนี้

จีน รุกทางการทูตหนัก ขณะที่ สหรัฐ เผชิญกับปัญหาด้านเศรษฐกิจและการเงินในบ้านตัวเอง อีกทั้ง ญี่ปุ่น ก็บอบช้ำจากปัญหาเศรษฐกิจของตน เพิ่งจะมีอาการฟื้นขึ้นบ้างภายใต้การนำของ นายกฯ ชินโซ อาเบะ

แต่สำหรับไทยแล้ว สหรัฐและญี่ปุ่น มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าจีนและอินเดีย เพราะว่าการถ่วงดุลอำนาจมีความหมายยิ่งต่ออนาคตทางการทูตของไทย

เราควรจะตอบสนองท่าทีเป็นมิตรของจีนอย่างอบอุ่นแน่นอน ขณะเดียวกันเราต้องไม่ลืมที่จะมีนโยบายต่อญี่ปุ่นอย่างชาญฉลาด เพราะว่าการลงทุนและเทคโนโลยีของญี่ปุ่นมีความสำคัญต่อความร่วมมือกับเรา

ในบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่เศรษฐกิจกับการเมืองและความมั่นคงมีความผูกพันเกี่ยวโยงกันอย่างเหนียวแน่นในทุกวันนี้ ประเทศไทยต้องวางตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่มีความอ่อนไหวตลอดเวลา

นโยบายต่างประเทศของเรา ที่จะปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คือ การดำเนินนโยบายหลายมิติพร้อมกันไป โดย “รู้เท่าทัน” ความเคลื่อนไหวของประเทศต่างๆ ที่เป็นตัวละครหลักในเวทีระหว่างประเทศ

ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย Pivot towards Asia ของสหรัฐ, China Dream ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง, Abenomics ของ ชินโซ อาเบะ, หรือ Look East Policy ของอินเดีย เหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการออกแบบนโยบายต่างประเทศของไทย ที่จะต้องมีส่วนเชื่อมโยงกับวิธีคิดและวิถีปฏิบัติของคนไทยในทุกวงการ

จะโดยตั้งใจของรัฐสภาหรือรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม การที่ นายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง ของจีน ได้กล่าวปราศรัยต่อรัฐสภาไทย ต้องถือว่าเป็นผู้นำต่างประเทศคนแรก ที่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้น และหากเป็นประเพณีปฏิบัติ ก็จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้นำชาติอื่นๆ ได้แสดงบทบาทเช่นนั้นเหมือนกัน

ผมเพียงอยากรู้ว่า หาก นายกฯ จีน สามารถมาเรียกร้องให้ “Vote for China” กลางรัฐสภาไทย ผู้นำของเราจะมีโอกาสทำเช่นนั้นในจีน เพื่อเรียกร้องให้เขา “Vote for Thailand” บ้างหรือไม่?