สังคมโลก กลายเป็นสังคมผู้สูงวัยในอนาคตอันใกล้ๆ ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ คือ คนอายุยืนยาวขึ้น และ เด็กเกิดน้อยลง
ปรากฏการณ์นี้จึงทำให้มนุษย์ปรับตัวตามสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการมีชีวิตรอดบนโลกมนุษย์
การตื่นตัวของผู้คนเกิดขึ้นเป็นระลอก ตามการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ยิ่งมีนโยบายการค้าเสรี ยิ่งเพิ่มความตื่นตัว การค้าขาย งานบริการทำได้ง่าย ติดต่อกันได้ทั่วโลกเพียงพริบตา
เช่นเดียวกับตลาดหุ้น ที่กระจายตัวกันอยู่ทั่วโลก พบว่า นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ทั่วโลก อย่างที่เรารู้กันอยู่เช่นกัน ต่างกันเพียงเวลาตามโซนต่างๆ ของโลก
ในตลาดหุ้นไทยเองก็มีลักษณะแนวโน้ม เกิดขึ้นในทิศทางเดียวกัน นักลงทุนไทยหน้าใหม่ที่เพิ่มจำนวนนั้น พบว่า พวกเขามีความกระตือรือร้น ในการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ มาก การเปิดห้องเรียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันมีมากขึ้นตามความต้องการที่มีผู้สนใจมากขึ้นเช่นกัน
เรื่องการให้ความรู้เหล่านี้ เป็นเรื่องที่ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดำเนินการมานานมากแล้ว น่าจะเกิดมาคู่กับตลาดหลักทรัพย์มาตั้งแต่เปิดทำการก็ว่าได้ เรื่องนี้ ดร.กฤษฎา เสกตระกูล จาก Thailnad Securities Institue ของตลาดหลักทรัพย์ เล่าว่า มีการเปิดหลักสูตรมากมายให้กับนักลงทุน จากเดิมอาจจะมีการจัดทำเป็นหนังสือ ตำราให้หาอ่านกันได้ด้วยตัวเอง และวันนี้มีพัฒนาการขึ้นอีกหลายระดับ ทั้งห้องเรียนสอนกันสดๆ เทป ละคร แทรกความรู้ไปตามจุดต่างๆ แม้แต่ภาคบันเทิงก็เกิดขึ้นได้ คนดูเพลินได้ความรู้ไปด้วย บอกกันไม่หมด ให้แวะเข้าไปดูที่ www.set.or.th กันได้เอง และยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน ลงมือทำงานด้านการให้ความรู้อีกหลายแห่ง น่าชื่นชมมากค่ะ เพราะเป็นหนทางแห่งปัญญาที่จะติดตัวไปกับนักลงทุนไปตลอดชีวิตที่ยืนยาวขึ้นของพวกเขา
นโยบายด้านการให้ความรู้กับนักลงทุนของสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย นั้น มี อยู่ 2 มุมหลัก ที่เป็นการเจาะลึกลงไปถึงตัวผู้ลงทุนรายบุคคล อันเป็นภารกิจหลัก
มุมแรก เป็นมุมที่สมาคมฯทำมาแล้ว ตั้งแต่ปี 2549 คือ การสร้างสมความรู้ให้กับนักลงทุนผ่านไปจากโครงการการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น หรือ AGM Checklist ที่เราคุ้นเคยกันไปมากแล้ว เป็นการเปิดอบรม ให้ความสำคัญกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้นในการเข้าร่วมประชุมสามัญประจำปีของบริษัทจดทะเบียน และเปิดรับสมัครผู้มีจิตอาสา มาเข้าร่วมเป็น “อาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น” อันช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับตัวเองในฐานะนักลงทุน และในการจัดแบ่งเวลา ความรู้ มาช่วยงานของสมาคมฯได้ด้วย เป็นที่น่าดีใจว่า ในรอบสามสี่ปีที่ผ่านมา การตื่นตัวเรื่องนี้มามากขึ้น
นอกจากนี้สมาคมฯ ยังมีการผนึกกำลังกับสถาบันการศึกษา อย่าง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในการส่งผ่านความรู้นี้ไปยังน้องๆ นักศึกษาที่หันมาสนใจ แสวงหาความรู้ด้านตลาดเงิน ตลาดทุน ที่อาจจะช่วยไปดูแลพอร์ตการลงทุนของคุณพ่อคุณแม่ หรือเลือกเป็นนักลงทุนด้วยตัวเอง หรือเดินเข้าสู่การเป็นคนทำงานในธุรกิจนี้ได้อย่างมั่นใจว่า มีภูมิความรู้ในระดับที่เป็นอาชีพได้ไม่ยาก
การให้ความรู้ด้านนี้ จะช่วยให้นักลงทุน รู้จักสิทธิและหน้าที่ ของตัวเองอย่างถูกต้อง อันจะช่วยเป็นการยกระดับธรรมาภิบาลให้กับตลาดหุ้นไทยได้อีกทางหนึ่ง
เรื่องนี้ ท่านอธิการบดี-รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ท่านมองเห็นความสำคัญของการเชื่อมโยงความรู้จากโลกธุรกิจที่จะช่วยให้นักศึกษาได้เตรียมตัวสู่โลกการทำงานหลังจบจากรั้วสถาบันการศึกษา จึงสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ จนนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงของการมีบันทึกความเข้าใจร่วมกันกับสมาคมฯไปแล้ว เมื่อต้นเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา
มุมที่สอง เป็นการแบ่งปันความรู้ ระหว่างนักลงทุนด้วยกันเอง ด้วยการจัดตั้ง สถาบันวิทยาการผู้ลงไทย เปิดหลักสูตร ให้กับนักลงทุนผู้มากประสบการณ์จากการลงทุนมาเล่าประสบการณ์สู่กันฟัง เรียกว่า หลักสูตรนักลงทุนผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ TIIP-Thai Intelligent Investor Programe พบได้ว่าเป็นความแปลกใหม่ในวงการตลาดหุ้นไทย ก็ว่าได้ อาจารย์บรรจง จิตต์แจ้ง ประธานหลักสูตร มั่นใจว่าการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เหล่านี้ จะเป็นการลื่นไหลที่มีอิสระมาก ในเมื่อเรามีต้นแบบจากนักลงทุนจากต่างประเทศมาหลายคนแล้ว เหตุใดเราจะมีต้นแบบนักลงทุนของเมืองไทยไม่ได้บ้างล่ะ หากสนใจแวะไปหาความรู้กันได้ที่ www.thaiinvestors.com
สังคมไทยต้องการเติมความรู้กันอย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้มีได้ทั้งการเดินเข้าห้องเรียน ห้องสัมมนาและอื่นๆ อีกมากมาย เป็นอาวุธที่แหลมคมทางปัญญา เหมือนซอฟต์แวร์ที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต เรียนเยอะ รู้เยอะ เรียนมาก รู้มาก ประเทศชาติยกระดับได้ด้วยพลังของพลเมืองที่มีความรู้ทางปัญญา รู้กันไปทั่วโลก ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเลือกที่จะมี จะเป็น อย่างไร ชีวิตเลือกได้จริงๆ นะคะ ท่านล่ะคิดอย่างไร…








