นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา สถานการณ์การเมืองไทยเวลานี้อยู่ในช่วงที่วิกฤติที่สุด จากเดิมที่คาดว่าก็น่าจะแย่อยู่แล้ว
ด้วยสองแรงบวกของการพยายามแก้กฎหมายหลายมาตราหลายฉบับของรัฐบาลและคำวินิจฉัยของศาลโลกเรื่องเขาพระวิหาร แต่สถานการณ์ยิ่งวิกฤติหนักเมื่อรัฐบาลดันผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอย ทำให้ฝ่ายค้านและเครือข่ายรุกตีไม่หยุด แม้จะพยายามดับชนวน แต่ฝ่ายค้านที่กำลังได้มวลชนของตนกลับคืนมาก็ไม่เพลามือ ก็ "สุดซอย" ด้วยเหมือนกัน สังคมอยู่ในความอกสั่นขวัญแขวนว่าอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหัน แต่เมื่อพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่างแล้ว ฝ่ายค้านน่าที่จะสถาปนาแนวตั้งรับเร่งด่วนและค่อยๆ ร่นถอยอย่างสวยงาม ก่อนที่จะเกิดเหตุที่ควบคุมไม่ได้
ทักษิณทำพลาดอย่างแรงที่เปลี่ยนแปลงร่าง พ.ร.บ.นิรโทษฉบับวรชัย เหมะ อาจเป็นเพราะเขาเชื่อมั่นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีน้ำยาต้าน ฝ่ายเสื้อแดงถึงไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีทางญาติดีกับประชาธิปัตย์ จึงเท่ากับสนับสนุนตนทางอ้อมอยู่ดี เขาคิดว่าตนเองทรมานมาพอแล้วกับความผิดที่ตนเองไม่ได้ก่อ โดนระบบยุติธรรมจำแลงที่ไม่เป็นธรรมกับเขาเลย ยึดทรัพย์ ยึดเวลา ยึดโอกาสเขาไปโดยไม่ถูกต้อง ความเข้าใจนี้เป็นความเข้าใจเดียวกับที่ก่อให้เกิดมวลชนเสื้อแดงมหาศาล เขาจึงคิดว่าจะทวงคืนในคราวเดียวกันนี้เสียเลย แต่เขาคาดผิด ไม่ต่างจากนโปเลียนและฮิตเลอร์ที่เพี้ยนไปบุกรัสเซีย ในยามที่ตนครองยุโรปไว้ได้หมด หรือพระมหาอุปราชาโยนโอกาสทหารนับหมื่นบดขยี้ช้างสองเชือกให้เหมือนมดปลวก ดันคว้าง้าวไปรบกับสมเด็จพระนเรศวรตัวต่อตัว เป็นการแลกสิ่งที่มีอยู่แล้วกับโอกาสที่แทบจะไร้หวัง ผลคือพลาดท่าจริงๆ เปิดโอกาสให้ม็อบต้านที่เกือบหมดพลังไปแล้วฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก ขณะที่ฝ่ายของตนเองแตกคอกันอย่างรุนแรง
การที่ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งในกรุงเทพที่เคยเอือมระอากับฝีมือการบริหารประเทศหรือการค้านทุกเรื่องของฝ่ายค้านและเครือข่ายจนหายไปจากฉากการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ หวนกลับมาแสดงพลังร่วมหัวจมท้ายกันอีกอันเนื่องมาจากการต่อต้าน พ.ร.บ.สุดซอยนี้ ส่งแรงกดดันรัฐบาลได้อย่างหนักหน่วง ขณะที่ฝ่ายเสื้อแดงที่เคยกลืนเลือดกับความล่าช้าของรัฐบาลมาเหมือนกัน กลับแสดงออกอย่างต่อต้าน พ.ร.บ.ที่ยกโทษให้คนที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นผู้ "สั่งตาย" พี่น้องเพื่อนผองเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข ถึงขั้นจะตัดตายไม่เผาผีกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน รัฐบาลถึงกับต้องทบทวนแนวทางกันใหม่ แล้วตัดสินใจถอยออกจากซอยซะแรงเกิน ชนิดที่เรียกว่าทะลุออกปากตรอกข้ามเกาะกลางถนนไปอีกเลนนึงทีเดียว เพื่อหวังดับไฟที่กำลังลามให้ได้ ผลคือสถานการณ์เริ่มพลิกกลับทันที
ฝ่ายค้านที่ลอยอยู่บนเมฆมวลชนที่ตนเองเชื่อว่าจุดติดแล้ว ไม่สนใจการถอยของฝ่ายรัฐ เพราะรอจังหวะทองนี้มา 2 ปีแล้ว รุกต่อโดยไม่สนใจว่ากระแสจะตีกลับ เปิดเวทีต่อเนื่อง โยงเรื่องมาตรา 190 และเขาพระวิหาร มาหล่อเลี้ยงม็อบที่เหลืออยู่ไม่ให้จบ แม้ว่าผู้มีแนวคิดเดียวกันส่วนใหญ่ได้สิ่งที่ต้องการก็กลับไปทำมาหากินปกติแล้ว ฝ่ายค้านหวังลึกๆ ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้อาจเปลี่ยนสภาพการเมืองตามที่พวกเขาเรียกร้องได้จริง คือรัฐบาลต้องล้มไปด้วยตัวแปรอะไรก็ได้ แต่สิ่งที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้มากที่สุดคือมวลชนของตนกลับมาเป็นปึกแผ่นซะยิ่งกว่าเมื่อตอนเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพเชิงยุทธศาสตร์เสียอีก หากต้องเลือกตั้งใหม่ต้นไป 57 เสียงเหล่านี้น่าจะยกประชาธิปัตย์ให้กระชับใกล้เข้ามาหาเพื่อไทยอีกหลายสิบเสียงหรืออาจถึงขั้นพลิกกลับได้จับขั้วพรรคร่วม จัดตั้งเป็นรัฐบาลอีกก็ได้ หรือถ้าเกิดเหตุว่ารัฐบาลหน้าไม่ได้มาจากเลือกตั้ง ตนเองก็คงไม่เสียหายมากมายอะไรเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
แต่การที่รัฐบาลพยายามถอดชนวนให้เห็นไปแล้ว ก่อให้เกิดผลกระทบในใจคนส่วนใหญ่ผู้มีแนวคิดต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมอย่างมหาศาล ฝ่ายเสื้อเหลืองถึงไม่มั่นใจสัจจะรัฐบาลก็ไม่อยากเข้าร่วมม็อบอีกต่อไปเพราะตระหนักแล้วว่าเป้าหมายเกินเลยกว่าความต้องการล้มกฎหมาย อีกทั้งมองไม่ออกว่ารัฐบาลหน้าจะดีกว่ารัฐบาลนี้จนคุ้มแรงที่ออกมาตากแดดหรือไม่ ฝ่ายเสื้อแดงนั้นก็พลิกผัน มองว่ารัฐบาลยอมรับผิดแล้วแม้ว่าจะแอบขุ่นใจที่ระดับรากหญ้าติดกับการถอน/คว่ำ พ.ร.บ.นี้ ยังต้องอยู่ในเรือนจำต่อไป แต่เมื่อฝ่ายตรงข้ามระดมตีรัฐบาลแบบสุดซอยถึงขั้นจะเอาให้ล้ม พวกเขาก็หันหลังมารวมกันแสดงพลังว่าหนุนรัฐบาลต่ออย่างมหาศาลเหมือนที่เคยทำ ภาพเช่นนี้ทำให้ฝ่ายที่อยู่ในมุมมืดต้องคิดหนักชะงักไปไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม
ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ รัฐบาลอาจยื้อเลือกตั้งไปถึงต้นปี 58 ถึงตอนนั้นกระแสมวลชนที่สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านลดอะดรีนารีนลง แผลในกลุ่มเสื้อแดงสมานแล้ว การพัฒนาและแก้ปัญหาในประเทศเริ่มฉายผลให้เห็นบ้าง รัฐบาลหน้าก็ยังน่าจะเป็นของเพื่อไทยอยู่ ซึ่งฝ่ายค้านไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น ในเมื่อเอาชนะไม่ได้ก็ต้องร่นถอยอย่างมีชั้นเชิง ค่อยๆ ปล่อยให้การเดินเกมแรงนอกสภานั้นเป็นของมืออาชีพที่มิใช่นักการเมือง แม้ว่ายุคนี้ก็วางใจในประสิทธิภาพมืออาชีพนั้นไม่ค่อยได้ ส่วนตนกลับไปเดินเกมในสภา ยื่นร้องฟ้องถอด ประสานกับเครือข่ายที่ตนเองมีในสังคมต่อไปเหมือนที่เคยทำมาจนกว่าจะเลือกตั้งใหม่ รักษาแต้มที่ได้มาเป็นกอบเป็นกำไว้ด้วยกิจกรรมต่อเนื่อง โดยอ้างเสียงต่อต้าน พ.ร.บ.สุดซอยได้ตลอดเวลาว่าเข้าข้างตน หากมีความสม่ำเสมอเช่นนี้ ประตูชัยก็คงไม่ปิดตายสำหรับฝ่ายค้าน แต่บ้านเมืองจะได้ประโยชน์อะไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ความไม่สงบยังคลี่คลายไม่ได้ เพราะคนเกือบทั้งหมดที่แบ่งฝ่ายกันยอมไม่ได้ที่จะให้อีกฝ่ายรอดคุกรอดประหาร เพราะคิดว่าฝ่ายตนสูญเสียหนักหรือจะสูญเสียอย่างหนักจนไม่มีอะไรทดแทนได้ ตราบใดที่ยังขึ้งเกลียดกันเช่นนี้ ไม่ต้องถามว่าจะเกิดความรุนแรงอีกไหม ถามว่าเมื่อไหร่จะเหมาะกว่า บางทีปรากฏการณ์ที่เกิดกับโซเวียต เมื่อ ส.ค.34 อาจเตือนใจคนบางฝ่ายได้









