วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าประมาทพลังประชาชน

สถานการณ์ทางการเมืองยังค่อนข้างอึมครึม เพราะกำลังจับตาดูท่าทีกันอยู่ หลังจากรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ประกาศ

อย่างเป็นทางการ ถอนร่างพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับนิรโทษกรรมทั้งหมด ไม่เสนอกฎหมายที่จะสร้างความขัดแย้งขึ้นในสังคมอีก โดย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า หาก ส.ว.ตีตกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม รัฐบาลจะไม่หยิบขึ้นมาพิจารณา และตลอดอายุรัฐบาลจะไม่มีการพิจารณาเรื่องนิรโทษกรรมอีก อีกทั้ง นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ยังแถลงว่าถ้าวุฒิสภาลงมติไม่รับหลักการร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และส่งคืนสภาผู้แทนราษฎร ขอยืนยันว่าส.ส.เพื่อไทยทั้งหมดจะไม่หยิบร่างพ.ร.บ.ขึ้นมาพิจารณาใหม่ จะปล่อยให้กฎหมายตกไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ส่วนสภาผู้แทนราษฎร ได้มีมติเสียงข้างมาก 310 เสียง เห็นชอบให้ถอนร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ จำนวน 5 ฉบับ ที่เสนอโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ นายนิยม วรปัญญา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย และร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง ที่เสนอโดยนายนิยม ออกจากระเบียบวาระการประชุม

นอกจากนั้น เมื่อวานนี้ (7 พ.ย.) นายกรัฐมนตรี ยังได้แถลงข่าวครั้งที่สามในรอบสามวัน ด้วยการยืนยันว่าจะไม่มีการหยิบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกลับมาใช้อีก ซึ่งการยอมถอยของรัฐบาลน่าจะบรรเทากระแสต่อต้านลงได้บ้าง จากที่ก่อนหน้านี้ทั้งภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน รวมถึงกลุ่มต่างๆ มีการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงจุดยืนกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะสะท้อนว่ากลุ่มต่างๆ สูญเสียความเชื่อถือในรัฐบาลและผู้แทนที่ประชาชนเลือกให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภา หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปในช่วงกลางดึกถึงรุ่งเช้าของวันที่ 1 พฤศจิกายน

บทสรุปอย่างแท้จริงสำหรับเรื่องนี้อาจไม่ง่าย แต่ไม่ใช่ว่าหาไม่ได้ เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์วุ่นวายบานปลาย ผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ จะเริ่มชัดเจน และขยายวงมากขึ้น โดยเฉพาะต่อสภาพเศรษฐกิจ การลงทุน หรือการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี อันเป็นเทศกาลของการพักผ่อนและจับจ่าย โดยในช่วงที่คลื่นลมในกระแสเศรษฐกิจต่างประเทศสงบลง ไม่ว่าจะในฟากของสหรัฐที่เพิ่งแก้ปัญหางบประมาณและเพดานหนี้ไปได้ เหลือกรณีการอัดฉีดของธนาคารกลางสหรัฐที่จับตากันดูว่าจะเริ่มลดลงเมื่อไร ส่วนในฟากของยุโรปนั้น การฟื้นตัวก็เริ่มฉายแวว แม้ยังไม่มั่นคง แต่ก็น่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ด้านญี่ปุ่นก็กำลังเร่งดันการฟื้นตัวอย่างเต็มที่

ดังนั้น จุดเปราะบางของไทยในขณะนี้ ก็คือ สถานการณ์ภายในประเทศเท่านั้น และบรรดานักการเมืองที่ได้รับเลือกให้เข้าไปทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชน ก็พึงตระหนักว่าผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศชาติ คือ สิ่งสำคัญสูงสุด เป้าหมายในทุกการกระทำต้องเป็นไปเพื่อส่วนรวม ไม่เช่นนั้น สถานการณ์ก็จะวนเวียนหรือรอเวลาปะทุขึ้นมาใหม่ และหาจุดสิ้นสุดไม่ได้