วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศึกสายเลือดในพรรคเพื่อไทย

หลังจากที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกมาแถลงพร้อมแสดงสีหน้า “เศร้าหมอง” พร้อมอธิบายความหมายพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแบบไม่ตรงกับความจริง

กลุ่มวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งก็ได้แสดงท่าที่อย่างชัดเจนว่าจะไม่รับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งหมดนี้ทำให้สังคมไทยหายใจโล่งขึ้นอย่างน้อยก็ร้อยแปดสิบวัน

ทุกคนที่ผมรู้จักมักจะสงสัยตรงกันว่าทำไมทักษิณ พรรคเพื่อไทยและกุนซือทั้งหลายจึงวางแผนการการออกพระราชบัญญัติฯฉบับนี้อย่างไง่เขลาในหลายขั้นตอน คนทั่วไปก็รู้สึกได้ทันทีว่าการออกมาแบบนี้อย่างไรก็ยุ่งแน่ๆ ผมก็สงสัยครับ แต่เดิมคิดถึงเพียงแค่ว่าทักษิณเป็นคนชอบ “เสี่ยง” และก็ “เสี่ยง” กับชีวิตตนเองมาตลอด

แต่เมื่อมาอ่านข่าวที่ทักษิณพูดล่าสุดที่นอร์เวย์ (2 พฤศจิกายน) ความที่ว่า “บางคนก็ยังไม่อยากให้ผมกลับบ้าน หลายคนรักผม แต่รักอย่างให้อยู่เมืองนอก รักไม่อยากให้กลับเพราะกลัวผมกลับไปแล้วตกงาน” ทำให้ผมเดาไปได้อีกด้านหนึ่งครับ

ผมอยากจะเดาอย่างนี้นะครับ (ย้ำนะครับว่า เดา) ว่าในช่วงที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีก็น่าจะได้สร้าง “กลุ่ม” ทางการเมืองของตนขึ้นมาและมีความเข้มแข็งระดับหนึ่ง เพราะการทำงานการเมืองระดับชาตินั้นย่อมต้องมี “กลุ่ม” และการทำงานที่ผ่านมา ย่อมทำให้ "กลุ่ม" ทางการเมืองนี้ต้องวางรากฐานทางการเมืองไว้ได้พอสมควร กลุ่มการเมืองที่เกาะอยู่กับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์รู้ดีอยู่ว่าอนาคตทางการเมืองของกลุ่มตนขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นหลัก หากเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ก็ย่อมที่จะยากลำบากในการที่จะสร้างสายสัมพันธ์กับ “คนใหม่” เพราะ “คนใหม่” ก็ย่อมมี “กลุ่ม” ของตนเองอยู่แล้ว

ความพยายามที่จะพยุงรักษาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไว้ให้ยิ่งลักษณ์อยู่ได้นานที่สุด ย่อมทำให้เกิดความไม่ลงรอยกับกลุ่มอื่นที่ไม่สามารถผูกตนเองเข้ากับยิ่งลักษณ์ กลุ่มการเมืองอื่นๆ ก็ใช้วิธีวิ่งไปหาอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเพื่อใช้ทักษิณมาบีบยิ่งลักษณ์อีกทีหนึ่ง ซึ่งก็คงสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ขึ้นอยู่กับประเด็น/เรื่องนั้นๆ ว่าทางกลุ่มของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เห็นพ้องต้องกันหรือไม่

สภาพเช่นนี้คงจะเริ่มชัดเจนเมื่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เสียงสนับสนุนมากหน่อยในช่วงแรก จนทำให้ทักษิณตัดสินใจส่งน้องสาวอีกคนมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทน เพื่อจะรักษากลุ่มของตนเองไว้ให้มั่นคงไม่แปรเปลี่ยนไปสู่กลุ่มนายกรัฐมนตรีจนหมดสิ้น แต่น้องสาวที่เข้ามาใหม่ก็พบว่าไม่ง่ายอย่างที่หวังเพราะ “กลุ่ม” ของนายกรัฐมนตรีก็ย่อมที่จะทำทุกวิถีทางที่จะไม่สูญเสียอำนาจการตัดสินใจทางการเมือง

ทางเดียวเท่านั้น ที่กลุ่มการเมืองอื่นๆ จะต่อรอง/คัดค้านกลุ่มของนายกรัฐมนตรีได้ ก็คือ การนำเอาทักษิณกลับบ้าน จึงไม่น่าแปลกใจที่น้องสาวและน้องเขยทักษิณพยายามผลักดันทุกวิถีทางในการที่จะออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมแกนนำของพรรคเพื่อไทยพร้อมร่ำไห้เพื่อขอความเห็นใจและเน้นว่า “ไม่ทำตอนนี้ แล้วจะทำตอนไหน” (เพราะหากช้าไปมากกว่านี้ กลุ่มนายกรัฐมนตรีก็จะกุมอำนาจได้มากขึ้น) หรือ การประชุมแกนนำกลุ่มเสื้อสีแดงที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อกล่อมให้ยอมรับการก้าวข้ามศพเพื่อนเพื่อคืนอำนาจให้ทักษิณ

กลุ่มของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ยังต้องการให้สภาวะการเมืองเป็นอย่างนี้ต่อไปจนหมดวาระ เพราะการเมืองที่มีทักษิณอยู่ต่างประเทศนั้น มีผลกดดันอำนาจของนายกรัฐมนตรีไม่มากนัก หากใครวิ่งไปหาทักษิณและกลับมาพร้อมข้อเสนอบางประการที่หลงคิดไปว่าเป็นข้อเสนอที่คุณจะปฏิเสธไม่ได้ ก็จะพบกับความผิดหวังที่ไม่ได้อย่างที่คิดเพราะกลุ่มของนายกรัฐมนตรีก็มีช่องที่จะต่อรอง/ทำให้ช้า/ให้บางส่วนไม่ให้ทั้งหมด/เบี้ยว กับข้อเสนอดังกล่าว

ความต้องการให้ทักษิณอยู่ต่างประเทศจึงเป็นความต้องการที่จะให้ทักษิณเป็น “เป็ดที่ไข่ออกมาเป็นทอง” ที่คนสามารถหยิบฉวยมาใช้โดยที่ไม่สนใจเป็ดสักเท่าไร ผมคิดว่าทักษิณก็รู้ดีว่าตนเองกำลังตกที่นั่งอะไรอยู่ และน่าจะคาดเดาว่าหากปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ตนเองก็จะเป็นแค่ “เป็ด” ที่อยู่ต่างประเทศตลอดกาล ดังนั้น เมื่อน้องสาวน้องเขยและกลุ่มของตนที่ยังหลงเหลืออยู่วางแผนเสี่ยงในการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมจึงยอมรับและหนุนเสริมไปในกลุ่มที่ยังลังเลทันที นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ จึงเป็นผู้เปิดเกมแก้พระราชบัญญัติ กลุ่มนายภูมิธรรม รับลูกและพยายามหาข้ออ้างในการแก้ด้วยการอ้างความเท่าเทียมตามรัฐธรรมนูญ (ซึ่งตลกมากครับ พี่อ้วน)

การตัดสินใจ “เสี่ยง” เพื่อจะกลับมาเพื่อเอาอำนาจคืนจึงเป็นการร่วมมือกันของกลุ่มทักษิณที่รู้สึกว่าอนาคตทางการเมืองของตนภายใต้การขยายอำนาจเพิ่มขึ้นของกลุ่มนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั้นไม่แน่นอน ดังเราจะเห็นอย่างชัดเจนนะครับว่ากลุ่มที่ออกมาช่วยแสดงท่าที่ในเรื่องนี้เป็นกลุ่มทักษิณเดิมทั้งสิ้น กลุ่มนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็จะออกมาเพียงบอกว่าเป็นเรื่องของสภาผู้แทน ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล (ฮาได้อีกร้อยครั้ง กับข้ออ้างไร้สติปัญญาเช่นนี้) ผมขอเดาอีกว่า “พี่จา” ของน้องๆ ทางเชียงใหม่มองเห็นเกมนี้ชัดเจน จึงสงบนิ่งไม่ออกมาแสดงอะไรทั้งสิ้น

เมื่อกลุ่มของนายกรัฐมนตรีเห็นว่ากระแสคัดค้านสูงมากขึ้นมาก จึงฉวยโอกาสแสดงทางลงให้แก่สังคม พร้อมกันนั้นก็เป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะปิดโอกาสการนำพานายเก่ากลับบ้านของกลุ่มทักษิณ สมาชิกวุฒิสภาก็คงต้องชั่งใจพอสมควรว่าจะเล่มเกมกับกลุ่มอำนาจกลุ่มใหม่หรือกลุ่มเก่าในพรรค และในที่สุด ก็ตัดสินใจตามกระแสเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของกลุ่มตนเอง

การคัดค้านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมจึงเป็นเรื่องที่กลุ่มนายกรัฐมนตรีอยากเห็นและได้หยิบฉวยมาเป็นโอกาสในการวางรากฐานของตนให้เข้มแข็งขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง มวลชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยกลับได้รับผลกระทบโดยตรง คนที่ติดคุกอยู่ก็ต้องติดต่อไปอีกอย่างน้อยก็เป็นปี (หลังจาก 180 วันแล้ว การเสนอพระราชบัญญัติก็ต้องผ่านไปตามขั้นตอนอีกนานพอสมควร) จึงกล่าวได้ว่า ความพยายามแก้เกมอำนาจของศึกสายเลือดในพรรคเพื่อไทยที่เล่นกันผ่านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมจึงทำร้ายมวลชนของพรรคเพื่อไทยโดยตรง

อย่างไรก็ตาม การลุกฮืออย่างเป็นไปเอง (Spontaneous Uprising) ของชนชั้นกลางในเมืองก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจนะครับ เพราะข้อเรียกร้องเกือบทั้งหมดมุ่งไปที่การคัดค้านการโกงกินเป็นหลักซึ่งเป็นแกนกลางวิธีคิดประชาธิปไตยแบบชนชั้นกลาง มีแถลงการณ์ของจุฬาลงกรณ์เท่านั้นกระมัง ที่พูดถึงหลักนิติธรรม/นิติรัฐ (มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนด้วยครับ) ทั้งๆ ที่การต่อต้านการโกงกินเป็นส่วนหนึ่งของหลักนิติธรรม/นิติรัฐ

ที่ผม "เดา" มาทั้งหมดไม่ได้หมายความว่ากลุ่มการเมืองทั้งหลายต่อสู้กันเพื่อจะทำประโยชน์ให้แก่สังคมนะครับ เพราะนักการเมืองหรือพรรคการเมืองทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่มีผลประโยชน์ซ่อนเร้นกันทั้งนั้น การ “เดา” ที่เกิดขึ้น ก็เพราะอยากจะเข้าใจอะไรๆ ให้มากขึ้นครับ ลองอ่านการ “เดา” แล้วช่วยกันหาข้อมูลมาอธิบายเหตุการณ์กันนะครับ