การขยายตัวของอินเทอร์เน็ตทั่วโลกได้ก้าวมาถึงจุดเปลี่ยน ประชากรกลุ่มใหม่ที่กำลังจะเข้ามาออนไลน์กว่า 5 พันล้านคนนั้นจะแตกต่างกับกลุ่มเดิม
ที่ออนไลน์มาก่อนหน้าแล้ว 2 พันล้านคนอย่างเห็นได้ชัด คน 5 พันล้านคนเหล่านี้จะอยู่อาศัยและทำงานในประเทศต่างๆ เช่น ประเทศไทย และเศรษฐกิจเช่นของไทยจะถูกกำหนดทิศทางด้วยอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับการคมนาคม การศึกษา และการมีไฟฟ้าใช้
คำถามมีอยู่ว่าประเทศไทยจะเลือกมีอินเทอร์เน็ตแบบไหน การสร้างอินเทอร์เน็ตสำหรับประเทศใดประเทศหนึ่งมีความหมายมากกว่าการเพิ่มอุปกรณ์หรือการเชื่อมต่อ แต่ยังหมายถึงปริมาณข้อมูลที่มีในโลกออนไลน์ เช่น ที่อยู่ของธุรกิจร้านค้า วรรณคดี บริการต่างๆ จากภาครัฐ นิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ แผนที่ ตำราเรียน สูตรอาหาร และ … อย่างที่เรารู้กันดี ว่าอะไรๆ ก็อยู่ในโลกออนไลน์ได้ และสิ่งที่ผู้คนทำผ่านอินเทอร์เน็ตได้นั้นก็สำคัญพอๆ กับจำนวนโทรศัพท์
เมื่อพูดถึงการทำสิ่งต่างๆ ออนไลน์ ผมพบว่านักธุรกิจและเจ้าหน้าที่รัฐหลายคนจากประเทศต่างๆ เช่น ประเทศไทย มักจะถามว่า “ทำไม” ในขณะที่คนเหล่านี้กำลังสร้างอินเทอร์เน็ตให้กับประเทศของตน พวกเขาก็สร้างขอบเขตไม่ให้อินเทอร์เน็ตถูกนำไปใช้ในทางที่พวกเขาไม่อยากให้ประชาชนทำได้ไปพร้อมๆ กัน เหมือนกับที่เฮนรี่ ฟอร์ด จำกัดความของรถฟอร์ด โมเดล ที ของเขาให้เป็นรถที่แล่นบนโคลนไม่ได้ ผมไม่ได้ประเมินความอันตรายของอินเทอร์เน็ตต่ำกว่าความเป็นจริง และอะไรที่ผิดกฎหมายเมื่อทำออฟไลน์ ก็ควรจะผิดเมื่อออนไลน์ด้วย ถ้าคุณมัวแต่ห้ามไม่ให้ประชาชนทำสิ่งต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต คุณกำลังทำให้ประเทศเสียโอกาส แต่ถ้าคุณมุ่งเน้นไปที่สิ่งดีๆ ที่ประชาชนสามารถทำได้จากอินเทอร์เน็ต คุณจะพบว่าผู้คนและประเทศของคุณจะเติบโตอย่างงดงามไปพร้อมๆ กัน
เพื่อพิสูจน์สิ่งที่ผมพูดมา ผมขอยกตัวอย่างของคนไทยหลายๆ คนที่มองดูอินเทอร์เน็ตแล้วถามว่า “ทำไมถึงไม่...” แทนที่จะถามว่า “ทำไม” วิธีคิดของพวกเขาพลิกโฉมธุรกิจและชีวิตไปเลย
คนขายอุปกรณ์ชกมวยคนหนึ่งเริ่มต้นธุรกิจเมื่ออายุเพียง 23 ปี และด้วยอินเทอร์เน็ตที่ช่วยขายของ ทุกวันนี้เขาส่งสินค้าไปสู่ลูกค้ามากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาพ่อค้าคนกลางหรือห่วงโซ่อุปทานเลย
อินเทอร์เน็ตช่วยให้ไอเดียในการทำธุรกิจที่อาจเคยฟังดูไม่น่าเป็นไปได้กลายมาเป็นความสำเร็จและมีความหมาย ในกรุงเทพนี่เอง ที่นักธุรกิจอย่างคุณพลอยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการรับฌาปนกิจสัตว์เลี้ยงที่มีฐานมาจากการตลาดบนอินเทอร์เน็ต
แม้ว่าจะแทนการมีแพทย์อยู่ใกล้ๆ ผู้ป่วยเพื่อวินิจฉัยรักษาอาการป่วยไม่ได้ แต่คุณหมอหลายท่านก็เริ่มให้การรักษาผู้ป่วยในที่ห่างไกลด้วยการทำวีดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ผ่าน Google แฮงเอาท์
เมื่อประเทศไทยกำลังเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งจะส่งผลให้มีการแข่งขันที่สูงขึ้น เราต้องขอขอบคุณผู้คนทั้งหลายที่มองดูอินเทอร์เน็ตแล้วคิดว่า “ทำไมถึงไม่…”
และนี่ก็ใช้ได้กับเรื่องทางวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน ที่ประเทศฮ่องกงมีการเปิดสถาบันการศึกษาดิจิทัลผ่านวีดิโอ ประเทศอินเดียมีการใช้อินเทอร์เน็ตแพร่ภาพการแข่งขันกีฬาคริกเก็ต ศิลปินเกาหลี Psy ใช้ YouTube เผยแพร่ผลงานและโด่งดังในระดับโลก ลองนึกถึงวันที่คนไทยทุกคนมีโอกาสที่จะทำสิ่งเหล่านี้เช่นกันดูสิ กลุ่มคนรุ่นใหม่ชาวไทยที่มารวมตัวกันในโรงรถเพื่อสร้างสรรค์ทอล์คโชว์รูปแบบใหม่ ซึ่งวันนี้มีคนติดตามชมถึง 1.3 ล้านคน ถ้าผมเล่าให้ฟังอย่างนี้เมื่อสิบปีที่แล้วก็คงฟังดูเหมือนไร้สาระ นอกจากว่าคนกลุ่มนี้จะมีโรงรถใหญ่โตที่รองรับคนดูได้มากขนาดนั้นได้ แต่วันนี้ผมมั่นใจว่าคุณเดาได้ว่าพวกเขาทำได้อย่างไร พวกเขาเผยแพร่การแสดงผ่านทาง YouTube วันนี้แพลทฟอร์มออนไลน์กลายเป็นคำจำกัดความของประเทศได้ดีเท่ากับพิพิธภัณฑ์หรือห้องสมุด จากการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ที่เผยแพร่โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พบว่ามูลค่าของวีดิโอออนไลน์ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 41,000 ล้านบาท (หรือราว 1,300 ล้านดอลลาร์)
องค์ประกอบเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยพร้อมจะเป็นตัวจริงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ประเทศไทยจะไปไม่ถึงจุดนั้นหากปราศจากอินเทอร์เน็ต และจะไปไม่ถึงจุดนั้นหากอินเทอร์เน็ตที่มีไม่เหมือนประเทศอื่นๆ ในโลก
ความประหลาดที่แฝงอยู่ในกฎหมายไทยส่งผลให้พอร์ทัลออนไลน์ที่อยู่มานานที่สุดของไทยอย่าง “พันทิป” ต้องมีกองทัพนักกฎหมายจำนวนมากแทนที่จะเป็นทีมวิศวกร อีกทั้งยังทำให้แพลตฟอร์มออนไลน์จากต่างประเทศเข้ามานำเสนอบริการในประเทศได้ยาก หลายๆ ประเทศเริ่มต้นมาจากสมมติฐานเดียวกันที่ผมได้กล่าวมาในตอนแรก พวกเขาเริ่มจากแนวคิดว่าอินเทอร์เน็ตต้องมีความเหมาะสมกับท้องถิ่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อรากฐานเพื่อการเติบโตนั้นสร้างเสร็จแล้ว จึงค่อยหาวิธีจำกัดการใช้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ วิธีนี้จะทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยได้ประโยชน์จากกฎหมายอินเทอร์เน็ตของประเทศมากกว่านักกฎหมาย วิธีนี้ทำให้ YouTube และ Facebook เติบโตอย่างงดงามในสหรัฐอเมริกาก่อนที่จะแพร่หลายไปทั่วโลก ถ้าคนไทยสร้างอะไรที่คล้ายๆ กันนี้ในเวลาประมาณเดียวกัน คุณคิดว่าผลงานของคนไทยจะประสบความสำเร็จเหมือนกันไหม? คนขายอุปกรณ์ชกมวยที่คิดว่า “ทำไมถึงไม่” ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากอินเทอร์เน็ต คนไทยที่ต้องการช่วยให้คนไทยสร้างคอนเทนต์ภาษาไทยได้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหมือนกับการส่งอีเมลก็ควรจะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกันใช่หรือไม่
ไม่มีประเทศใดที่แย่ลงเพราะอินเทอร์เน็ต และสักวันหนึ่งทุกคนก็จะเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตในที่สุด การมีอินเทอร์เน็ตใช้ไม่ได้แก้ปัญหาความเท่าเทียมกันเรื่องรายได้ แต่ช่วยลดระดับสาเหตุหลักๆ ได้บ้าง เช่น การขาดโอกาสทางการศึกษาหรือเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่อาจเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่จะเกิดขึ้นเพราะผู้คนตั้งใจเลือกให้เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อในอีกไม่กี่ปีจากนี้อินเทอร์เน็ตจะกำหนดอนาคตของภูมิภาคไปอีกนับทศวรรษ ประเทศไทยก้าวมาถูกทางแล้วกับโครงการแท็บเล็ตพีซีเพื่อการศึกษาไทย ก้าวต่อไปควรจะถามว่าเราจะใส่อะไรลงไปในแท็บเล็ตนั้นและเราจะนำข้อมูลภาษาไทยไปอยู่ในนั้นให้มากที่สุดได้อย่างไร เพราะไม่อย่างนั้นแล้วมันก็จะเหมือนกับเราให้หนังสือเด็กแล้วบอกว่าให้เขียนได้ด้วยหมึกสีขาวได้อย่างเดียว เราควรมาร่วมกันช่วยให้คนไทยสามารถสร้างอินเทอร์เน็ตที่เหมาะสมกับประเทศ หมู่บ้าน ชุมชน เศรษฐกิจ และตนเองได้ง่ายๆ จะดีกว่า









