วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกรัฐมนตรี ได้เวลาแสดงผู้นำ

สถานการณ์การเมืองถึงวันนี้ นายกรัฐมนตรีไม่อาจนิ่งเฉย ได้อีกแล้ว เพราะความเคลื่อนไหวต่างๆเดินทางมาสู่จุด

ที่จะส่อเกิดความขัดแย้งขึ้นเรื่อยๆ หลังจากแกนนำผู้ชุมนุมจากพรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจทิ้งเวทีสามเสน หันมาปักหลักชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ประกาศคัดค้านล้มร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมจนถึงที่สุด แม้ว่าพื้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จะเป็นเขตที่บังคับใช้กฎหมายความมั่นคง ก็ตามเพราะหากย้อนดูความรู้สึกของประชาชนก่อนหน้านี้ ซึ่งม็อบยังไม่ยกระดับมากเท่าวันนี้ เมื่อสำรวจความคิดเห็นประชาชนส่วนใหญ่ ก็เริ่มวิตกว่าสังคมจะเกิดความขัดแย้งมากขึ้น โดยเอแบคโพลล์สำรวจออกมาว่าเมื่อเปรียบเทียบความขัดแย้งรุนแรง ของสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วพบว่าส่วนใหญ่หรือ 89.4% คิดว่าขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น ในขณะที่9.2% คิดว่าเหมือนเดิม และ 1.4% คิดว่าลดลง ซึ่งหากสำรวจกันใหม่ในอารมณ์เช่นวันนี้ เชื่อว่าทุกฝ่ายจะมีความห่วงใยมากขึ้นกว่าเดิม หากรัฐบาลยังเดินหน้าร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งกันต่อไป

โดยตลอดวานนี้ มีหลากหลายกลุ่มออกมาคัดค้าน เริ่มจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ เครือข่ายออกแถลงการณ์ชัดเจน ที่เห็นว่าหากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะส่งผลต่อการจัดอันดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และจะทำให้ประเทศขาดความเชื่อมั่น ทำให้การลงทุนและธุรกิจจะขับเคลื่อนได้ยาก มีการเคลื่อนย้ายการลงทุนไปประเทศอื่น ส่งผลกระทบในระยะยาว เป็นการซ้ำเติมประเทศในขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้สูญเสียศักยภาพในการแข่งขัน รวมถึงกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ ที่สำคัญ หากการลบล้างความผิดตามมาตรา 3 ทั้งหมด จะทำให้ผลของคดีทุจริตคอร์รัปชันทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2556 ทั้งที่มีการตัดสินคดีแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี จะได้รับการนิรโทษกรรมทั้งหมด ซึ่งเป็นการล่วงละเมิดระบบกระบวนการยุติธรรมของประเทศ และไม่เป็นธรรมกับคดีทุจริตอื่น ๆ ที่มิได้อยู่ในกรอบ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่สำคัญไปกว่านั้น ส่งผลให้เกิดความแตกแยกขัดแย้ง และการเผชิญหน้า ในทางสังคมมากขึ้น

ในประเด็นล้างความผิดในคดีคอร์รัปชันก็มีการพูดถึงกันมาก โดยเฉพาะเครือข่ายองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)ที่เคลื่อนไหวมาตลอด ซึ่งล่าสุดได้ผนึกกับอีก สององค์กร คือภาคเอกชนและภาควิชาการมีมติคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยื่นหนังสือถึงวุฒิสภาให้ใช้พิจารณาไม่ให้ร่างกฎหมายผ่าน เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ ที่สำคัญหากวุฒิสภาไม่สามารถยับยั้งได้ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯผ่านความเห็นชอบไปได้ กระบวนการต่อไปก็จะอยู่ที่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็จะไปยื่นเรื่องคัดค้านต่อไป และจะกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวอีกครั้ง เพราะเห็นว่าร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นกระบวนการดำเนินการแทรกแซงกฎหมาย ที่กระทบต่อหลักนิติรัฐและกระทบหลักเรื่องการปราบปรามคอร์รัปชัน

รวมทั้งทำให้เกิดการทำลายระบบคุณธรรมของสังคมไทยอย่างร้ายแรง จึงควรให้คดีทุจริตคอร์รัปชันได้ดำเนินการไป ตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นปกติ

เราเห็นว่ายิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่อาจหลบอยู่ข้างหลังเหตุการณ์ ได้อีกแล้ว เพราะหากยังปล่อยให้สถานการณ์เคลื่อนไปข้างหน้าเช่นนี้ จะยิ่งทำให้ประเทศเสียหายเพิ่มมากขึ้น นายกรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทย สามารถหยุดความขัดแย้ง การปะทะของประชาชนในชาติได้ เพราะหากพิจารณาจากเนื้อหาในร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมด้วยหัวใจที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ไม่มีเหตุผลอันใดที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะ"ผู้นำ"ของชาติจะเสนอกฎหมายดังกล่าว เพราะเพียงแค่เพิกเฉย ก็ถือว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ที่ควรพึงกระทำในฐานะผู้นำ