กรือเซะ-ตากใบ...เกี่ยวอะไรด้วย

กรือเซะ-ตากใบ...เกี่ยวอะไรด้วย

มีการตั้งข้อสังเกตกันว่าเหตุใดร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม "ฉบับสุดซอย" จู่ๆ จึงต้องขยายเวลาย้อนหลังกลับไปถึงปี 2547

แถมยังขยายไปแบบไม่เฉพาะเจาะจงเสียด้วย คือไม่ระบุวันที่ให้ชัดเจน ผิดกับกรอบเวลาอีกด้านหนึ่งที่บอกไว้ชัดว่านิรโทษถึงแค่วันที่ 8 ส.ค.2556

O เมื่อจะเอากันถึงปี 2547 ก็ชัดว่าต้องการให้นิรโทษครอบคลุมไปถึง คดีที่ไม่เกี่ยวกับการรัฐประหาร เพราะการ “ยึดอำนาจ” เกิดขึ้นเมื่อ 19 ก.ย.2549 ด้วยเหตุนี้ทำให้หลายคนนึกไปถึงสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะปี 2547 มีโศกนาฏกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้น 2 เหตุการณ์ คือ เหตุการณ์ “กรือเซะ” กับ “ตากใบ” เป็นเหตุร้ายในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งคู่ โดยเฉพาะเหตุการณ์หลังคือ “ตากใบ” ส่งผลให้ “กลุ่มวาดะห์” และพรรคการเมืองเครือข่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ล้มเหลวในสนามเลือกตั้งชายแดนใต้มาตลอดตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ฟื้น

O หากยังจำกันได้ “กรณีกรือเซะ” คือเหตุการณ์รุนแรงเมื่อวันที่ 28 เม.ย.2547 มีวัยรุ่นและชายฉกรรจ์มุสลิมหลายร้อยคนบุกเข้าโจมตีป้อมจุดตรวจ และโรงพักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร รวม 11 จุดใน จ.ปัตตานี ยะลา และสงขลา แต่จุดใหญ่ที่สุดอยู่ที่ป้อมจุดตรวจกรือเซะ หน้ามัสยิดกรือเซะ อ.เมือง จ.ปัตตานี มีการยิงปะทะกัน และกลุ่มผู้โจมตีส่วนหนึ่งได้หนีเข้าไปหลบในมัสยิด ฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้วางกำลังล้อมอยู่หลายชั่วโมง กระทั่งตอนบ่ายได้สั่งยิงอาวุธหนักเข้าไปด้านในมัสยิด ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 32 ราย ขณะที่เหตุการณ์โจมตีป้อมจุดตรวจในวันนั้นทั้ง 11 จุด มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 108 ราย

O ต่อมารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นไต่สวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ โดยมี นายสุจินดา ยงสุนทร เป็นประธาน ผลการไต่สวนสรุปว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติการในวันนั้น (ที่มัสยิกรือเซะ) กระทำการเกินสมควรแก่เหตุ

O ขณะที่เหตุการณ์ตากใบ คือเหตุการณ์สลายผู้ชุมนุมที่หน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส และเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมไปควบคุมสอบสวนต่อที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2547 ทำให้มีผู้เสียชีวิตระหว่างการสลายการชุมนุม 7 ราย และระหว่างการเคลื่อนย้ายด้วยการจับถอดเสื้อมัดมือไพล่หลัง แล้วนำไปนอนเรียงซ้อนกันบนรถบรรทุกของทหารอีก 78 ราย รวมมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 85 ราย

O หลังเกิดเหตุมีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นไต่สวนข้อเท็จจริงเช่นกัน โดยมี นายพิเชต สุนทรพิพิธ เป็นประธาน สรุปว่าการเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากนั้น เป็นการปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง และขาดความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาระดับต่างๆ ของทหารที่ควบคุมสถานการณ์ในวันนั้น

O ไล่ดูรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกตำหนิอยู่ในรายงานทั้ง 2 ฉบับ ก็มีเพียงบางคนเท่านั้นที่ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่จะมีความสำคัญถึงขนาดต้องนิรโทษกรรมให้หรือไม่ ดูๆ แล้วก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะคดีอาญาที่เกิดขึ้นจากทั้งสองเหตุการณ์ อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง เพียงแต่ยังอยู่ในอายุความที่ผู้เสียหายหรือญาติจะยื่นฟ้องเอง

O ฉะนั้นเหตุผลที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ ความต้องการล้างผิดชนิดที่ไม่ให้กรณีกรือเซะ-ตากใบถูกหยิบไปเป็นเงื่อนไขทางการเมืองอีกเลย เพราะต้องไม่ลืมว่าเวลาที่ฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเกมรุกฝ่ายตรงข้ามว่า “สั่งฆ่าประชาชน” ก็มักจะถูกย้อนศรด้วยเหตุการณ์ “กรือเซะ-ตากใบ” และ “ฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ” ทุกครั้ง ถึงกับมีการขู่จะนำไปร้องศาลอาญาระหว่างประเทศกันมาแล้ว

O ถึงนาทีนี้ “สิงห์ม่วง” ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าการพยายามนิรโทษย้อนหลังไปถึงปี 2547 มุ่งหวังอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือความกำกวมแบบนี้ ผู้ที่จะได้ประโยชน์ไปเต็มๆ คือ บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการละเมิดสิทธิชาวบ้าน และยังมีคดีความค้างอยู่ใน ป.ป.ช. เท่าที่นึกออกเร็วๆ ก็เช่น คดีซ้อมทรมาน อิหม่ามยะผา กาเซ็ง จนเสียชีวิตเมื่อปี 2551

O และที่น่าเป็นห่วงคือนิยามของคำว่า “ความขัดแย้งทางการเมือง” อันเป็นเหตุให้กระทำการต่อสู้ขัดขืนอำนาจรัฐ ซึ่งบัญญัติไว้ไม่ค่อยชัด แต่อยู่ในข่ายได้รับ “นิรโทษสุดซอย” ระวังผู้ก่อความไม่สงบจะพากันออกมาอ้าง “แรงจูงใจทางการเมือง” ขอร่วมวงล้างผิดด้วยล่ะ...เดี๋ยวมันจะยุ่งกันใหญ่