วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จะจดจำ ไม่มีวันลืม

คงไม่มีวันลืม แววตาเศร้าโศก น้ำเสียงเจ็บช้ำ คราบน้ำตา ในวันนั้น...เกือบสายของวันที่ 20 พ.ค. 2553 ผู้เขียนเข้าไปทำข่าว

รายงานการกลับบ้านของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง หลังจากที่ถูกรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สลายการชุมนุมในวันที่ 19 พ.ค. 2553 แต่ผู้คนบางส่วนเข้าไปอาศัยในวัดปทุมวนาราม จนเกิดเหตุการณ์ 6 ศพวัดปทุมฯ ซึ่งต่อมาศาลตัดสินการเสียชีวิตเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่

วันนั้น ผู้เขียนจดจำอย่างไม่มีวันลืม แม้ว่าจะผ่านมานานกว่า 4 ปี แววตาและอาการของผู้ชุมนุมที่นั่งรอรถกลับบ้านบริเวณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาการไม่ต่างจากคนที่หัวใจสลาย ความเศร้าโศกแพร่ขยายจนสัมผัสได้

ชายรูปร่างท้วมๆ อายุน่าจะราวๆ 50 ปี มาจากจังหวัดร้อยเอ็ด บอกว่าจะกลับมาอีก และรู้สึกว่ารัฐบาลทำกับพวกเขาราวกับไม่ใช่พลเมืองของประเทศนี้ ทั้งๆ ที่ เขาต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะไม่เชื่อรัฐบาลที่มีผลพ่วงมาจากรัฐประหาร

ในวันนั้น ผู้เขียนเดินทะลุรั้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าไปที่ฝั่งวัดปทุมวนาราม ร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ราย ซึ่งรวมถึงน้องเกด หรือ นางสาวกมนเกด อัคฮาด อายุ 25 ปี อาชีพพยาบาลอาสา ถูกนำมาเรียงหน้าศาลา ขณะที่ "เอก" เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร และเพื่อนอีก 2-3 คน กำลังให้รายละเอียดกับเจ้าหน้าที่

ศพผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ศพ ถูกส่งไปที่สำนักงานนิติเวช เพื่อชันสูตร และที่นั่น ผู้เขียนพบญาติของผู้เสียชีวิต ซึ่งอยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างกัน "น้ำตา เสียงร้องไห้" ดังสลับกันเป็นระยะ

จำได้ไม่มีวันลืม กับการพูดคุยกับพี่สาวของนายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง เธอบอกว่า น้องชายไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ทำไมถึงถูกยิง หลังจากเขาประกาศสลายการชุมนุม น้องพึ่งโทรมาและเขาควรจะได้กลับบ้าน เพราะกำลังจะรับปริญญา

เธอบอกอีกว่า น้องชายเกลียดการรัฐประหาร ทำให้มาร่วมการชุมนุมเกือบทุกครั้ง วันนั้นผู้เขียนพูดคุยกับญาติและเพื่อนของผู้เสียชีวิต แม้จะไม่ครบทั้งหมด แต่ก็แบกเอาความเสียใจ เศร้าโศกของคนเหล่านั้นกลับไปด้วย และคิดว่าไม่ควรจะมีใครต้องเสียชีวิตจากการออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และไม่ควรจะมีใครต้องเสียชีวิตเพราะต้องการเห็นการเลือกตั้งใหม่

เช้าของอีกวันหนึ่ง ผู้เขียนได้รายชื่อผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม ซึ่งเห็นแล้วตกใจ จำนวนที่สูงมากกว่า 90 ราย และมีผู้บาดเจ็บกว่า 2,000 ราย จำได้เช่นกันว่า วันนั้นผู้เขียนคิดหลายตลบว่า นี้เราอยู่ในประเทศอะไร ทำไมถึงป่าเถื่อนขนาดนี้

ในจำนวนผู้เสียชีวิตกว่า 90 ราย มีผู้เสียชีวิตที่คาดว่าน่าจะประมาณ 20 ราย ในบริเวณถนนราชปรารภ และเกิดขึ้นในวันที่ 15 พ.ค. 2553 ซึ่งรัฐบาลประกาศเขตใช้กระสุนจริง บริเวณถนนราชปรารภ

จำได้ไม่มีวันลืมเช่นกันว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตที่ถนนราชปรารภ มีคนขับแท็กซี่ ชื่อ ชาญณรงค์ พลศรีลา ที่ศาลตัดสินเช่นกันว่า เสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ และยิ่งแจ่มชัดทุกครั้งที่นึกถึงความกระตือรือร้นของนักข่าวชาวเยอรมัน นิค นอสติทซ์ ในการจะเข้าเป็นพยานการเสียชีวิตของชาญณรงค์ ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พญาไท เขาบอกว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นชัดเจนว่าคือการฆาตกรรม และพื้นที่แถวนั้น ถนนราชปรารภ คือ โซนฆ่า ซึ่งเขาอยากเห็นคนผิดได้รับการลงโทษ

ยิ่งต้องจดจำมากขึ้น เมื่อพวกเราผู้สื่อข่าวหลายคน รวมทั้ง นิค นอสติทซ์ ตามหาครอบครัวของ ชาญณรงค์ พลศรีลา และเราได้พบครอบครัวที่น่ารัก ซึ่งเรื่องราวในวันนั้น เหมือนกับพึ่งเกิดได้ไม่นาน เหตุการณ์ที่ทั้ง นิค นอสติทซ์ และลูกสาวของ ชาญณรงค์ ต้องกลั้นสะอื้นครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อเธออยากรู้ว่าพ่อเสียชีวิตอย่างไร

และ...คงไม่มีวันลืม และจะจดจำตลอดไปกับการผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในเวลาตีสี่ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เพราะนั่นเท่ากับเป็นการเหยียบย่ำหัวใจของคนเหล่านั้นอีกรอบหนึ่ง