วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ราคาไข่ไก่...ปล่อยกลไกตลาดเป็นผู้กำหนด

ที่สุดแล้วราคา “ไข่ไก่” ก็เป็นไปตามที่กูรูหลายสำนักเคยออกมาฟันธงไว้ก่อนหน้านี้

ว่าจะปรับลดลงอย่างแน่นอนหลังจากเทศกาลกินเจ ขนาดเพิ่งจะผ่านพ้นเทศกาลมาแค่อาทิตย์เดียว ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มก็ลดลงมาอยู่ที่ 3.20 บาทต่อฟอง จากที่เคยขึ้นไปที่ 3.50 บาทต่อฟอง และก็เริ่มเห็นเค้าลางของภาวะราคาที่น่าจะลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องนับจากนี้ไป

ที่พูดอย่างนี้ เพราะเมื่อกลับไปดูข้อมูลสถานการณ์ไข่ไก่ในรอบหนึ่งปี จะเห็นว่าไข่ไก่เป็นสินค้าอ่อนไหว ที่มีการขึ้นลงขึ้นของราคาตลอดทั้งปี เป็นไปตาม “กลไกตลาด” ที่ราคาถูกกำหนดโดยปริมาณผลผลิตและความต้องการบริโภคในขณะนั้น ซึ่งแต่ละปีจะมีช่วงที่ราคาไข่ไก่สูงเพียง 4-5 เดือนในช่วงต้นปี เนื่องจากปริมาณไข่ไก่ลดลงเพราะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน กอปรกับปริมาณการบริโภคสูงขึ้นเพราะมีเทศกาลสำคัญๆ หลายวัน ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงต้องแบกรับภาระช่วงราคาตกต่ำนานถึง 7-8 เดือน จากปริมาณไข่ไก่ที่มากขึ้นด้วยสภาพอากาศทั้งช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวมีความเหมาะสมแม่ไก่จึงให้ผลผลิตดีขึ้น สวนทางกับการบริโภคที่ลดลงเพราะมีอาหารตามธรรมชาติให้ผู้บริโภคเลือกรับประทานอย่างมากมาย นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการปรับขึ้นลงของราคา ทั้งเรื่องต้นทุนการผลิต ปริมาณการเลี้ยงแม่พันธุ์ไก่ไข่ หรือสภาพอากาศ และภาวะโรค ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากที่จะควบคุม

อย่างไรก็ตาม เรื่องภาวะราคาขึ้นลงในแต่ละปีดังที่กล่าวมานั้นถือเป็นวัฏจักรปกติของไข่ไก่ แต่ในปีที่ผ่านมา ตลอดทั้งปี จนถึงเดือนกรกฎาคม 2556 ถือเป็นปีที่ผิดปกติ เพราะเกษตรกรกลับต้องพบกับภาวะขาดทุนสะสมมาตลอด โดยสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เกิดจากภาวะไข่ล้นตลาด ทำให้ราคาไข่ไก่ตกต่ำ ซึ่งเป็นปัญหาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2553 ที่รัฐบาลในสมัยนั้น มีนโยบายเปิดให้นำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่โดยไม่มีมาตรการควบคุม

กระทั่งช่วงเดือนสิงหาคมผ่านมา ราคาเริ่มขยับตัวสูงขึ้นเพราะไข่ไก่ที่ออกสู่ตลาดลดลง จากการปรับลดจำนวนแม่พันธุ์ไก่ไข่เข้าเลี้ยงลงประมาณร้อยละ 10-20 เนื่องจากเกษตรกรไม่อาจแบกรับภาระขาดทุนได้อีกต่อไป โดยข้อมูลของศูนย์สารสนเทศที่สำรวจปริมาณเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ พบว่าในช่วงสิงหาคม 2556 พบว่ามีจำนวนเกษตรกร 50,941 ราย ลดลงจาก 56,394 รายในช่วงเดียวกันของปี 2555 ส่วนใหญ่ที่เลิกเลี้ยงเป็นเกษตรกรรายเล็ก ขณะเดียวกัน ช่วงดังกล่าวเป็นเทศกาลสารทจีน ซึ่งราคาเนื้อไก่ที่ใช้ไหว้เจ้าปรับตัวสูงขึ้น กลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้เลี้ยงปลดแม่ไก่ไข่ก่อนเวลา เมื่อปริมาณแม่ไก่ในระบบมีน้อย จึงกระทบต่อปริมาณผลผลิตไข่ไก่ที่น้อยลงตามไปด้วย

จากสาเหตุดังกล่าว ส่งผลให้ผลผลิตไข่ไก่เฉลี่ยลดลงกว่า 3 ล้านฟองต่อวัน จากเดิมที่ผลิตได้วันละ 39 ล้านฟอง เป็นวันละ 36 - 37 ล้านฟอง จากจำนวนแม่ไก่ไข่ของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 46-47 ล้านตัว นอกจากนี้ ยังมีปัญหาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในช่วงก่อนหน้านี้ ส่งผลให้แม่ไก่ป่วยจนผลผลิตลดลง…เมื่อปริมาณไข่ไก่น้อย สวนทางกับการบริโภคที่เพิ่มขึ้น กลไกตลาดจึงเริ่มทำงาน ทำให้ราคาไข่ไก่ปรับขึ้นตามไปด้วย

หากแต่ราคาที่ปรับขึ้นนี้ช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับเกษตรกรได้เพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะปัจจุบันกำลังเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศที่เย็นลงแม่ไก่จะให้ไข่ดีขึ้น ปริมาณไข่ไก่กำลังจะเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่ไข่ไก่จะล้นตลาดในอนาคตอันใกล้ ยิ่งเห็นตัวเลขสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่พยากรณ์ปริมาณการผลิตไข่ไก่ปี 2556 ว่าจะมีประมาณ 11,421 ล้านฟอง หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 4.40 ขณะที่ปริมาณการบริโภคของคนไทยยังคงอยู่ที่ 200 ฟองต่อคนต่อปีเช่นเดิม ก็พอจะคาดเดาอนาคตของอุตสาหกรรมไก่ไข่ได้ไม่ยาก

ภาพราคาไข่ไก่ที่ขึ้นลงวนเวียนจนเป็นภาพจำให้เห็นเป็นประจำทุกปี แต่ทำไมการสร้างเสถียรภาพราคาให้ไข่ไก่จึงแสนยากเย็น...ทั้งที่วัฏจักรราคาไข่ไก่นี้คนไทยทั้งประเทศน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะตลอดมาเกษตรกรเองก็พยายามอธิบายให้ความรู้แก่ผู้บริโภค ถึงกระบวนการเลี้ยงและปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการเลี้ยงไก่ไข่ในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคควรรับรู้ ทำความเข้าใจ และควรจะยอมรับได้กับการขึ้นลงของราคาไข่ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่กลับเป็นไปแบบเฉพาะหน้า เมื่อไข่ไก่ราคาแพงภาครัฐจะแก้ปัญหาด้วยมาตรการควบคุมราคาที่ไม่ต่างอะไรกับการทำร้ายเกษตรกร แต่คราใดที่ไข่ไก่ล้นตลาดและราคาถูก กลับหันมาขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้ลดจำนวนแม่ไก่ยืนกรงเพื่อลดปริมาณไข่ไก่ หรือเพิ่มการส่งออกไข่ รวมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนบริโภคไข่มากขึ้น ราคาไข่ไก่จะได้ถูกลงซึ่งเป็นการซ้ำเติมเกษตรกร เท่ากับว่าไม่เคยเห็นแนวทางการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนเลย

ทั้งที่จริงๆ แล้วภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ต่างสามารถคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่าปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และรู้ว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร จึงควรช่วยกันพัฒนาอุตสาหกรรมไก่ไข่อย่างจริงจัง ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาจากข้อมูลจริงเพื่อวางแผนระยะยาว ด้วยการดูแลปริมาณนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ให้เหมาะสม การบริหารการผลิตให้มีผลผลิตเพียงพอกับการบริโภค เพื่อให้ไข่ไก่มีราคายุติธรรม ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน ขณะเดียวกันเกษตรกรก็ไม่ขาดทุน ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการบิดเบือนราคาซึ่งไม่สะท้อนความจริงดังเช่นที่ผ่านมา แต่ควรปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวควบคุม ที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเสถียรภาพราคาไข่ไก่

เชื่อว่าถ้าสามารถแก้ไขได้ทั้งระบบอย่างที่กล่าวมา....วงจรราคาไข่ไก่ก็จะไม่กลับมาเป็นปัญหาคลาสสิก ให้ต้องถกเถียงกันอีกต่อไป