เมื่อก้าวเข้ารับตำแหน่งผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ว่าที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ขณะนั้น กล่าวสุนทรพจน์แห่งประวัติศาสตร์
ที่มีชื่อว่า “ฝันของชาวจีน” (Chinese Dream) โดยกล่าวว่าในปี ค.ศ. 2020 เขาฝันว่าเศรษฐกิจจีนจะแข็งแกร่ง ชาวจีนจะมั่งคั่งและมีความสุข สังคมจะสมานฉันท์ และพร้อมจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกได้อย่างสง่าผ่าเผย
สาเหตุสำคัญ เป็นเพราะในปัจจุบันจีนกำลังอยู่ในช่วง “เปลี่ยนผ่าน” หลายประการ โดยหลังจากที่ผู้นำยุคก่อนมีนโยบายเน้นให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวสูงระดับ 2 หลักต่อปี แต่ก็นำมาซึ่งปัญหาหลากหลายประการ ทั้งฟองสบู่ภาคอสังหาฯ ภาคการเงิน ปัญหาคอร์รัปชัน สิ่งแวดล้อม และความไม่เท่าเทียมในสังคม
ดังนั้น ในการประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 18 ครั้งที่ 3 ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้นั้น จะเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้ชาวจีนรวมถึงทั่วโลกได้ทราบถึงแนวนโยบายของจีนว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด
ในการประชุมสมัชชาฯ สมัยก่อนๆ นั้น สำคัญทางประวัติศาสตร์มิใช่น้อย โดยเฉพาะในสมัยที่ 11 ที่ประธานฯ เติ้ง เสี่ยวผิง ได้ประกาศเริ่มเปิดประเทศจีนสู่เวทีโลก รวมถึงเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนเป็นครั้งแรก และสมัยที่ 14 ที่ประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน และนายกรัฐมนตรี จู หรงจี ได้ประกาศให้จีนเป็นประเทศ “สังคมนิยมที่มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาด” และนำมาสู่การปฏิรูปด้านการคลังขนานใหญ่
ในการประชุมครั้งนี้ แม้ว่าไม่อาจ “พลิกประวัติศาสตร์” ได้เท่าสองครั้งนั้น แต่ผู้เขียนมองว่าสามารถมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองใน 4 ด้านด้วยกัน ตามปัญหาเชิงโครงสร้างของจีน 4 ประการ
ปัญหาประการแรกได้แก่ จีนกำลังเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” อย่างรวดเร็วและเด่นชัดกว่าประเทศเอเชียอื่นๆ และจะเป็นปัญหารุนแรงในอนาคต โดยแม้ว่าจำนวนประชากรจีนจะมากที่สุดในโลก แต่จำนวนผู้สูงวัยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กำลังแรงงานก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว (2-3% ใน 10 ปีข้างหน้า) เช่นกัน อันเป็นผลให้ค่าจ้างของแรงงานจีนพุ่งขึ้นรวดเร็วเกือบ 10 เท่า ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
สาเหตุหลักเป็นผลจาก “นโยบายลูกคนเดียว” ที่จำกัดการมีบุตรของครอบครัวจีน ดังนั้น นโยบายที่ชัดเจนที่สุดว่าน่าจะประกาศในการประชุมครั้งนี้คือการผ่อนคลายนโยบายดังกล่าว ซึ่งจะทำให้โครงสร้างประชากรของจีนเริ่มมีความสมดุลมากขึ้นในระยะต่อไป
ปัญหาประการที่สองได้แก่ ปัญหาภาคการเงินทั้งในและต่างประเทศ โดยในประเทศนั้น ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนใช้ธนาคารและสถาบันการเงิน เป็นเครื่องมือของรัฐในการปล่อยสินเชื่อให้กับรัฐวิสาหกิจรวมถึงโครงการของรัฐบาลต่างๆ (โดยเฉพาะรัฐบาลท้องถิ่น) ธนาคารกลางจึงกำหนดดอกเบี้ยเงินฝากและกู้ในอัตราที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่สถานการณ์ “ภาคการเงินเงา” (Shadow Banking) ในจีน เนื่องจากชาวจีนผู้นิยมการออมไม่สามารถหาแหล่งเงินฝาก/ลงทุนที่ผลตอบแทนสูงได้ ขณะที่ธุรกิจเอกชน (ที่มิใช่ของรัฐ) ก็ไม่สามารถระดมทุนได้โดยง่าย (เพราะธนาคารต้องกันเงินให้กับโครงการรัฐ) จึงหันมาออกตราสารทางการเงิน (ที่เรียกว่า Wealth Management Product) ที่รัฐควบคุมยากและเกิดความเสี่ยงว่าอาจกลายเป็นดั่งวิกฤติซับไพร์มในสหรัฐได้
ขณะที่ในประเด็นปัญหาภาคการเงินต่างประเทศของจีน ได้แก่ปัญหาค่าเงินหยวนที่มีการบริหารจัดการแบบ “คุมเข้ม” โดยธนาคารกลางจำกัดจำนวนเงินหยวนนอกประเทศ ทำให้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนกับเงินสกุลอื่นได้โดยง่าย (ที่เรียกว่า De-internationalization) รวมถึงควบคุมการเคลื่อนไหวของค่าเงินอย่างใกล้ชิด เนื่องจากต้องการป้องกันความผันผวนและเก็งกำไรค่าเงินหยวน
ประเด็นดังกล่าวเกิดข้อเสียเนื่องจากทำให้ธนาคารกลางจีนจำต้องเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนตลอดเวลา และทำให้ต้องสั่งสมทุนสำรองในรูปแบบพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งแม้จะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพแต่ก็ทำให้จีนเสี่ยงต่อวิกฤตการคลังในสหรัฐดังเช่นช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา รวมถึงความเสี่ยงที่มูลค่าทุนสำรองจะด้อยค่าลง หากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงมาก
ฉะนั้น ในการประชุมครั้งนี้ เราน่าจะเห็นการเปิดเสรีทางการเงินมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการขยายตัวของธนาคารรัฐขนาดใหญ่ เพิ่มการแข่งขันให้ธนาคารกลางและเล็กมากขึ้น การอนุญาตให้ออกตราสารทางการเงินใหม่ๆ (ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นแต่อยู่ในการกำกับของรัฐ) รวมถึงการทำข้อตกลงกับธนาคารกลางอื่นๆ ให้เงินหยวนเป็นสามารถแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศได้มากขึ้น นอกจากนั้น การจัดตั้งเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองเปิดเสรีทางการเงินทั้งภายในและภายนอก ซึ่งหากได้รับผลดี เราอาจเห็นการจัดตั้งลักษณะดังกล่าวในมณฑลอื่นๆ มากขึ้น
ปัญหาที่สาม ได้แก่ปัญหาเชิงโครงสร้างการปกครอง จากการที่จีนเป็นประเทศขนาดใหญ่มาก รัฐบาลกลางไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง จึงให้อำนาจรัฐบาลท้องถิ่นในมณฑลต่างๆ ในการปกครองตนเอง ทำให้แต่ละมณฑลได้รับงบประมาณมาก โดยเป็นสัดส่วนเกือบ 90% ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด ขณะที่รัฐบาลกลางมีงบประมาณเพียง 10% เท่านั้น
การที่ท้องถิ่นมีงบประมาณมากเพียงนี้ เป็นที่มาของการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ตัวอย่างหนึ่งคือการอนุญาตให้บริษัทพวกพ้อง ก่อสร้างโครงการอสังหาฯ ขนาดใหญ่ เกินความต้องการ จนเกิด “เมืองร้าง” ขึ้นในหลายเมืองทั่วประเทศ
ดังนั้น ในการประชุมครั้งนี้ เป็นไปได้ที่พรรคฯ จะเริ่มดึงหน้าที่ความรับผิดชอบบางประการของรัฐบาลท้องถิ่นกลับมาเป็นของรัฐบาลกลาง เช่น สวัสดิการประชาชน และการกำกับดูแลด้านอาหาร ยา และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งในทางปฏิบัติจะเป็นการดึงงบประมาณกลับส่วนกลางด้วยเช่นกัน
นอกจากนั้น ที่ผ่านมารัฐบาลท้องถิ่น เล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน โดยจัดตั้ง “นิติบุคคลเฉพาะกิจ” (Special Purpose Vehicle: SPV) เข้ากู้เงินของธนาคารของรัฐมาใช้ในโครงการพิเศษต่างๆ (ทำให้รัฐบาลกลางตรวจสอบลำบาก) และง่ายต่อการคอร์รัปชัน จึงเป็นไปได้ที่ในการประชุมครั้งนี้ พรรคฯ อาจไม่อนุญาตให้ทำกระบวนการดังกล่าว แต่อาจให้รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจออกพันธบัตรท้องถิ่นเพื่อระดมทุน อันจะสามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่า
ปัญหาประการสุดท้าย ได้แก่ภาคการคลัง รวมถึงสวัสดิการรัฐ โดยที่ผ่านมาระบบการจัดเก็บภาษีต่างๆ ของจีนหลายประการยังไม่ชัดเจน จึงมีการจ่ายใต้โต๊ะและเกิดเศรษฐกิจใต้ดินขึ้น ดังนั้น ในการประชุมครั้งนี้ เราอาจเห็นการเริ่มนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มาใช้
อีกปัญหาสำคัญของจีน คือระบบ “หู้โข่ว” (Hukou) หรือระบบสวัสดิการรัฐที่มีมาตั้งแต่สมัยคอมมิวนิสต์ โดยหากทะเบียนบ้านของชาวจีนอยู่ในมณฑลใด ก็จะมีสิทธิได้รับสวัสดิการรัฐในมณฑลนั้นเท่านั้น ดังนั้นหากชาวจีนย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานต่างเมือง ก็จะไม่ได้รับสิทธิต่างๆ เฉกเช่นพลเมืองของมณฑลนั้น
ระบบนี้ ทำให้การเคลื่อนย้ายแรงงานของชาวจีนทำได้ลำบาก เป็นอุปสรรคในการพัฒนาและมีส่วนทำให้ราคาบ้านในเขตเมืองสูงขึ้นมาก เนื่องจากประชาชนที่อยู่เดิมก็ไม่อยากเสียสิทธิ ขณะที่ผู้ที่ย้ายมาอยู่ใหม่ก็ไม่สามารถจดทะเบียนเป็นพลเมืองในมณฑลนั้นได้โดยง่าย
ดังนั้น ในการประชุมครั้งนี้ อาจเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงระบบดังกล่าว โดยเฉพาะในมณฑลเล็กๆ ที่อาจอนุญาตให้คนย้ายเข้าออกโดยเสรีมากขึ้น ซึ่งเป็นก้าวแรกที่ทำให้การย้ายถิ่นฐานของชาวจีนง่ายขึ้น
กล่าวโดยสรุป ในการประชุมครั้งนี้ เราอาจเห็นผู้นำจีนผลักดันให้เศรษฐกิจ สังคม การปกครอง โปร่งใส เป็นธรรม และผ่านกลไกตลาดมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าในระยะสั้นจะต้องเผชิญกับอุปสรรค แรงเสียดทาน รวมถึงความไม่ลงตัวต่างๆ จนทำให้เศรษฐกิจชะลอลงแน่นอน
แต่ในระยะยาวนั้น น่าจะเป็นการแลกที่คุ้มค่า เพราะจะทำให้จีนเติบโตอย่างยั่งยืน และทำให้ฝันที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงวาดไว้เป็นจริง








