วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ออกกฎหมายนิรโทษกรรม เจตนาดีแต่วิธีการผิดพลาด

กรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง

การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน หรือที่เรียกว่ากันว่าร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ให้เหตุผลการนิรโทษกรรมกับทุกกลุ่มที่มีส่วนในการกระทำความผิดเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยเห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะทำให้ความขัดแย้งอันเนื่องมาจากการเมืองลดน้อยลงไป เพราะอย่างน้อยคนจำนวนมากที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่ผ่านมาพ้นจากการกระทำความผิด

ฝ่ายกรรมาธิการหลายคนรวมทั้งบรรดานักการเมืองที่สนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว เห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการ เพราะความขัดแย้งทางการเมืองเกือบ 10 ปี ได้สร้างความเสียหายต่อสังคมไทยอย่างมาก ดังนั้นจำเป็นจะต้องยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นเสียที ซึ่งฝ่ายการเมืองในพรรครัฐบาลบางคนเห็นว่าการผลักดันดังกล่าวยังเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาว่าจะเร่งผลักดันให้เกิดความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม และยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมากว่า 2 ปี มีความคืบหน้าน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่คัดค้านเริ่มเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ และกำลังกลายเป็นปัจจัยที่กดดันสังคมไทยอีกครั้ง เพราะกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมในครั้งนี้ เท่าที่แสดงตัวตนออกมานั้น มีทั้งฝ่ายแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งกลุ่มที่ต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะมองว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ และต้องคืนเงินที่ยึดมาจากการวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

หากร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ที่เรียกว่า "ฉบับสุดซอย" นิรโทษกรรมให้กับทุกคน ก็เท่ากับว่าความผิดทางการเมืองทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 จะได้รับการนิรโทษกรรม ซึ่งขณะนี้จุดยืนของกลุ่มนปช.ต้องการให้เอาความผิดกับผู้สั่งการในการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมในปี 2553 ที่ทำให้เกิดการสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งได้พุ่งเป้าไปที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะดูแลฝ่ายความมั่นคงในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้จะยกความผิดให้กับคนที่เห็นว่าเป็นผู้สั่งการสลายการชุมนุม

ส่วนอีกฝ่ายที่ต่อต้านการนิรโทษ เห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มคนที่เห็นว่าจงใจก่อเหตุความรุนแรง แต่เห็นด้วยจะนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดที่เกิดจากความแตกต่างด้านความคิดเห็น ซึ่งจุดยืนทั้งสองฝ่ายที่คัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นเรื่องยากมากที่ประนีประนอมกันได้ ดังจะเห็นได้จากต่างฝ่ายได้จัดชุมนุมกันเป็นระยะ และอาจสะท้อนความล้มเหลวของกระบวนการสร้างความปรองดองของรัฐบาล แม้ว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจะอ้างว่าเป็นเรื่องของรัฐสภา

เราเห็นว่าหากพิจารณาจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยดูเฉพาะเจตนานั้น ต้องบอกว่าเป็นเจตนาที่ดีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของสังคม ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับใครจะได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ แต่การคัดค้านที่มีทีท่ารุนแรงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลผิดพลาดอย่างมากในขั้นตอนของการสร้างความปรองดอง ทั้งๆ ที่กระบวนการสร้างความสมานฉันท์นั้นเป็นเรื่องต้องใช้เวลาและต้องหาทางให้มีการถกเถียงอย่างมีเหตุผล อีกทั้งมีรายละเอียดอีกมากในการแก้ความขัดแย้ง รัฐบาลลืมไปว่าวิธีการที่กำลังทำอยู่นี้เปรียบเหมือนการใช้"อำนาจการเมือง"เข้าจัดการด้วยการออกกฎหมาย โดยลืมไปว่าความสมานฉันท์ไม่อาจใช้อำนาจมาแก้ไขได้