น่าแปลกที่รัฐบาลเลือกจัดการปัญหาร้อนๆ 2 ปัญหาแบบต่างกันสุดขั้ว...
ปัญหาหนึ่ง คือคดีปราสาทพระวิหาร รัฐบาลเลือกที่จะ"ประนีประนอม"ล่วงหน้า โดยการประชุมทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องซึ่งมีนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะเมื่อวานนี้ ข่าวที่ปรากฏผ่านสื่อคือรัฐบาลเตรียมใช้กลไก"เจซี"หรือคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือ ไทย-กัมพูชาในการไปขอเจรจากับฝ่ายกัมพูชาก่อนที่ศาลโลกจะอ่านคำพิพากษาในวันที่ 11 พ.ย. (ถือฤกษ์วันที่ 11 เดือน 11)
อย่างนี้ต้องเรียกว่า อ่อนข้อแบบสุดซอย!
ขณะที่อีกปัญหาหนึ่ง คือร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมรัฐบาลเลือกใช้เสียงข้างมาก"หัก"ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายฯ (กมธ.) แล้วเพิ่มเติมข้อความเข้าไปให้ตีความได้ว่าถ้าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่าน จะส่งผล"นิรโทษ"ทุกคดีที่ คตส.ดำเนินการยื่นฟ้องและเกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรโดยน่าจะรวมถึงคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทด้วย
เกมนี้อ่านกันว่า รัฐบาลกำลังสู้ (ให้ใครบางคน) แบบสุดซอย!
ทั้ง 2 ปัญหานี้ หากพิจารณาในรายละเอียดจะยิ่งพบความแตกต่าง โดยปัญหาแรก คดีปราสาทพระวิหาร น่าคิดว่าถ้าคำตัดสินของศาลโลกออกมาเป็นประโยชน์กับฝ่ายกัมพูชา เขาจะยอมนั่งเจรจากับเราหรือ
โดยเฉพาะที่เราเสนอประเด็น"บริหารร่วม"หรือที่พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ใช้คำว่า"1 ปราสาท 2 ประเทศ"นั้น หากกัมพูชาต้องการบริหารร่วมจริง เมื่อปี 2551 เขาจะทำเรื่องขอขึ้นทะเบียนปราสาทเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวทำไม นั่นแสดงว่ากัมพูชาเชื่อว่าตนสามารถบริหารเองได้ (แม้จะยอมตีกรอบอาณาเขตรอบปราสาทพระวิหารชัดเจนที่สุดตั้งแต่มีข้อพิพาทกันมา ซึ่งถือเป็นผลงานของ คุณนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศในยุคนั้นก็ตาม)
รัฐบาลชุดนี้อาจคิดว่ามีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชา แต่พอถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ก็ต้องคิดเผื่อไว้ด้วยว่าเขาก็มีความจำเป็นทางการเมืองค้ำอยู่เหมือนกัน สรุปก็คือถึงวันนี้กัมพูชายังไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมากมาย แต่ฝ่ายไทยกลับอ้าแขนรอมิตรภาพแบบไร้เงื่อนไข
เรื่องความสัมพันธ์อันดีย่อมเป็นสิ่งดีแน่ๆ แต่ต้องประเมินความเป็นไปได้ด้วยว่าเขาอยากญาติดีกับเราด้วยหรือเปล่า เพราะต้องไม่ลืมว่าสูตร"1 ปราสาท 2 ประเทศ"แม้จะเป็นแนวทางที่ดี แต่ดีสำหรับเรา ไม่ได้ดีสำหรับเขา
ข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงประเมินค่อนข้างชัดว่า คดีปราสาทพระวิหารนั้น กระแสในบ้านเราน่าจะปลุกไม่ขึ้น แต่ที่น่ากลัวคือฝั่งเพื่อนบ้าน เพราะมีปัญหาการเมืองภายในอยู่ หากผลคำตัดสินออกมาในแนวทางที่ไทยต้องการ คือศาลให้ไปเจรจากันเอง ยังไม่แน่ว่ากัมพูชาจะยอมหรือไม่ แต่หากกัมพูชาชนะ ก็น่าจะฉวยจังหวะรุกคืบเรื่องดินแดนเพื่อสร้างคะแนนนิยมแน่นอน
นี่คือบทประเมินสถานการณ์ที่รัฐบาลกลับตัดสินใจเลือกใช้แนวทางประนีประนอม ทั้งที่ยังไม่จำเป็นต้องแสดงท่าทีชัดเหมือนยอมแพ้มากขนาดนั้น...
ส่วนปัญหาการเมืองที่กำลังนำไปสู่การเผชิญหน้าของคนไทยด้วยกันเองอย่างกรณี"นิรโทษกรรม"พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลกลับแสดงท่าทีพร้อมจุดไฟ ทั้งๆ ที่น่าจะใช้วิธีพูดคุยเจรจากันมากกว่า
เป็นการเดินหน้านิรโทษกรรมสุดซอย ในจังหวะเวลาที่มีคดีปราสาทพระวิหารรออยู่ ซ้ำยังเป็นการเดินหน้าโดยที่ไม่ใช้กลไกอื่นช่วยบรรเทาความขัดแย้งเลย เช่น หากย้อนไปดูข้อเสนอแนะของ คอป. ก็มีอีกหลายอย่างที่รัฐบาลควรทำก่อนการนิรโทษ อาทิ การค้นหาความจริงที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ (ไม่ใช่แค่เสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยยอมรับได้) หรือการลด ละ เลิก การใช้ถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง หรือhate speechในสื่อแขนงต่างๆ
หนำซ้ำยังมีข้อเสนอจากคนในรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยว่า ให้นิรโทษทุกฝ่ายรวมทั้งคุณทักษิณ แต่เว้นไว้แค่ 2 คน คืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกับสุเทพ เทือกสุบรรณเท่านั้น
นี่จึงเป็นการนิรโทษเพื่อสร้างความแตกแยกในประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งสวนทางกับนโยบาย 1 ปราสาท 2 ประเทศอย่างสิ้นเชิง จนน่าตั้งคำถามว่านโยบายหลังมีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงไว้หรือเปล่า?









