วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทุนไทยหลัง พ.ศ.2540 กับการเติบโตที่ไม่อิงอำนาจรัฐ (?) : ข้อถกเถียงที่ยังไม่ยุติ

ในวันที่ 5-6 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมาได้มีงานสัมมนาทางวิชาการสำคัญชื่อ “หลัง 14 ตุลา” จัด ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในงานดังกล่าวมีหัวข้อการนำเสนอหนึ่งชื่อ “ทุนไทยหลัง 14 ตุลา” นำเสนอโดยคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (1) ผลงานของธนาธรมีความน่าชื่อชมในแง่ของการสืบค้นข้อมูลที่มีรายละเอียดจำนวนมาก และมีความน่าสนใจในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ในบรรดาข้อมูลที่มีอยู่จำนวนมากนั้น ธนาธรมีข้อเสนอ/ข้อสรุปหลายประเด็นด้วยกัน แต่ในบทความนี้ผู้เขียนจะขอหยิบยกมาเพียงข้อเสนอเดียวเท่านั้น และในทัศนะของผู้เขียนคิดว่าเป็นข้อเสนอที่จำเป็นต้องตรวจสอบหรือโต้เถียงกันมากกว่านี้จึงจะเป็นที่ยุติ

ธนาธรเสนอว่า ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 “กลุ่มทุนเก่า” ที่เติบโตและขยายตัวโดยอิงอำนาจรัฐ อาทิ การเข้าถึงสัมปทานผูกขาด การได้ประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของรัฐ และการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจรูปแบบอื่นๆ ทว่า ในช่วงหลัง พ.ศ.2540 เป็นต้นมา ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ นั่นก็คือ เกิดกลุ่มทุนที่เติบโตขึ้นมาโดยไม่ได้อิงอำนาจรัฐ และธนาธรก็ยกตัวอย่างกลุ่มทุนเหล่านั้นมาจำนวนหนึ่ง ได้แก่ กลุ่มเมเจอร์กรุ๊ป (วิชา พูลวรลักษณ์) ซึ่งทำธุรกิจโรงหนังและอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มสยามโกลบอลเฮ้าส์ (วิทูร สุริยวนากุล) จัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและตกแต่งต่อเติมบ้านและสวน

ข้อเสนอนี้นำมาสู่ปัญหา (เท่าที่พูดได้ในพื้นที่อันจำกัดของบทความ) สองประการได้แก่ ประการแรก ปัญหาระดับนิยามของ “การอิงอำนาจรัฐ” และ ประการที่สอง ได้แก่ การยกตัวอย่างของธนาธรที่ยังเกิดความขัดแย้งกันเองกับข้อเสนอ ดังจะได้กล่าวถึงไปเป็นลำดับ

ในเบื้องต้นหากกล่าวถึงอำนาจรัฐในแบบที่ธนาธรใช้วิเคราะห์ในงานชิ้นนี้ก็จะพบว่าครอบคลุมเฉพาะอำนาจในลักษณะเชิงรุก เช่น การที่รัฐได้เข้าไปแสดงบทบาทให้สัมปทานผูกขาดกับเอกชนบางกลุ่ม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม อำนาจของรัฐยังแสดงออกได้ในอีกด้านหนึ่งด้วย นั่นก็คือ อำนาจแบบเชิงรับ ยกตัวอย่างเช่น ในทางปฏิบัติแล้วรัฐมีอำนาจที่จะเข้าไปดำเนินการทางกฎหมายกับเอกชนที่ถลุงใช้ทรัพยากร แต่กลับนิ่งเฉยไม่กระทำการใดๆ กรณีหลังนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐไม่มีอำนาจ แต่อำนาจนั้นแสดงออกมาในรูปของการ “ไม่กระทำ” (Power/Ignorance) นั่นเอง

หากยอมรับได้ว่า เอกชนบางกลุ่มสามารถ “อิงอำนาจรัฐ” โดยขอร้องให้รัฐละเว้นดำเนินการบางอย่างได้ ก็จะส่งผลให้ตัวอย่างที่ยกมาอย่างเช่น กรณีของเมเจอร์กรุ๊ปนั้นจึงสรุปได้ยากว่ามีการอิงอำนาจรัฐหรือไม่ เพราะ จากรายงานผลประกอบการปี 2554 พบว่าโรงหนังของเครือเมเจอร์ในกรุงเทพและปริมณฑลมีส่วนแบ่งการตลาดกว่าร้อยละ 80 และมีอำนาจในการกำหนดราคาสูง ดังจะพิจารณาได้จากราคาของตั๋วชมและส่วนแบ่งรายได้เมื่อเทียบกับรายได้ทั้งหมดของบริษัทซึ่งสูงถึงกว่า 49% (Positioning, 2554)

สภาพการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายที่รัฐ โดยอาศัยพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 จะเข้ามากำกับดูแลได้แต่ถึงที่สุดแล้วก็ไม่มีบริษัทซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดรายใดเลยทั้งทุนเก่าทุนใหม่ รวมถึงกิจการโรงหนังในเครือเมเจอร์ด้วย ที่ถูกตรวจสอบกำกับดูแลโดย พ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างเกิดผลในทางปฏิบัติ หรือพูดอีกแบบก็คือ กลุ่มทุนทั้งใหม่และเก่าต่างก็อิงผลประโยชน์ตนเองกับ "ความเพิกเฉยของรัฐ" (2)

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะใช้นิยามของอำนาจรัฐอย่างแคบ หรือใช้เฉพาะในความหมายของการใช้อำนาจเชิงรุก ทว่า การยกตัวอย่าง กลุ่มสยามโกลบอลเฮ้าส์มาใช้เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนที่ไม่อิงอำนาจรัฐนั้นก็ยังคลุมเครือน่าสงสัย เนื่องจาก ธนาธรเองเป็นผู้บรรยายความเอาไว้ตอนหนึ่งว่า การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น อย่างเช่นในปี 2553 มีงบกระจายไป 3.3 แสนล้านบาท มีส่วนสำคัญที่ทำให้นายทุนภูธรอย่างคุณวิทูร สามารถขยายธุรกิจได้ดีในต่างจังหวัด

สมมติถ้าเชื่อตามที่ธนาธรกล่าวมานี้ ก็หมายความว่า กลุ่มสยามโกลบอลเฮ้าส์เติมโตขึ้นมาได้ก็เพราะ การกระจายอำนาจรัฐออกไปสู่ต่างจังหวัดมีผลอย่างสำคัญ แล้วจะกล่าวได้อย่างไรว่า กลุ่มทุนใหม่อย่างกลุ่มสยามโกลบอลเฮ้าส์ไม่อิงอำนาจรัฐ ? เพราะองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ ที่รับงบประมาณไปใช้จ่ายก็เป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ดี

โดยสรุปจากงานของธนาธร สถานการณ์อิงอำนาจรัฐของกลุ่มทุนก่อน และ ภายหลัง พ.ศ.2540 ยังไม่อาจจะให้ข้อยุติได้ง่ายนัก แต่กระนั้นก็ตาม บทความนี้ยังไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอของธนาธรแต่กำลังชี้ว่า "ตัวอย่าง" ที่ยกมานั้นมันยังไม่สามารถจูงใจให้คล้อยตามข้อเสนอได้ และยังมีความขัดแย้งกันเองกับข้อเสนออยู่บ้าง เพื่อให้ข้อเสนอเกี่ยวกับสถานะของทุนในแง่การอิงอำนาจรัฐมีความสมบูรณ์ น่าที่จะต้องศึกษาลึกยิ่งขึ้นไป

(1)คลิปภาพ และ สรุปรายละเอียดการสัมมนาโดย ประชาไท (2556) ที่http://www.prachatai.com/journal/2013/10/49123

(2) รูปแบบของการที่เอกชนได้เข้าไปอิง Power/ignorance ของรัฐดังกล่าวนั้น อาจมองได้ว่าเป็นลักษณะเด่นของการพึ่งพิงอำนาจรัฐในกระแสเสรีนิยมใหม่ (Neo-liberalism) หมายความว่า ในบริบทของประเทศที่รัฐเข้ามามีบทบาทมากทางเศรษฐกิจ (Developmental state) รัฐจะเป็นผู้โยกย้ายกำไรไปให้เอกชนโดยตรง ส่วนระบอบเสรีนิยมใหม่จะคิดกลับกัน คือ ขอให้รัฐอย่าได้เข้ามาตัดรอนหนทางทำกำไรของนายทุนที่ขูดรีดต่อแรงงาน/ผู้บริโภคผ่านการดำเนินงานในตลาด หรือโดยนัยแล้วก็คือการที่บริษัทเอกชนกล่าวว่า “ถ้ารัฐทำงาน ข้าซวย ช่วยอยู่นิ่งๆ หน่อย” นั่นเอง

งานที่อ้างถึง


Positioning.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กับวิกฤตจาก Dynamic Pricing Strategy. 1 สิงหาคม 2554. http://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=92395 (7 ตุลาคม 2556 ที่เข้าถึง).


ประชาไท. ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ: ทุนไทยหลัง 14 ตุลา. 7 ตุลาคม 2556. http://prachatai.com/journal/2013/10/49123 (7 ตุลาคม 2556 ที่เข้าถึง).