ช่วงกลางเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ทีมข่าว กรุงเทพธุรกิจ รวมทั้งตัวผมเองมีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ดร.กบ อำพน กิตติอำพน
ในฐานะที่เข้ารับตำแหน่ง “ประธานกรรมการ” ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ “แบงก์ชาติ” เพื่อรับฟังมุมคิด ว่าอะไรบ้างที่เขาอยากเห็นการ “เปลี่ยนแปลง” ภายในแบงก์ชาติ
คำตอบแรกที่ ดร.กบ บอกมา คือ เซตระบบ “ธรรมาภิบาล” ..ฟังอย่างนี้แล้ว หลายคนคง “อึ้ง” เพราะคำว่าธรรมาภิบาลกับแบงก์ชาตินั้นเป็นของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไร เรื่องนี้ ดร.กบ เองก็ไม่ปฏิเสธ เพียงแต่เขาเห็นว่า มีบางอย่างที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ เช่น การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ของคณะกรรมการ
ดร.อำพน บอกว่า ข้าราชการเองยังต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน คณะกรรมการแบงก์ชาติก็น่าจะทำด้วย ซึ่งตอนนี้เขาให้ทีมงานไปศึกษาว่า คณะกรรมการของ ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ “เฟด” ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ เพราะการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินตรงนี้ เริ่มต้นเดิมทีก็มาจากฝรั่ง แล้วก็มีฝรั่งหลายคนที่จากไปเพราะเรื่องเหล่านี้
สาเหตุที่เขาต้องทำเรื่อง ธรรมาภิบาล เป็นลำดับแรกเพราะ ดร.อำพน มองว่า บทบาทสำคัญสุดของ “ประธาน” มีเรื่องเดียว คือ เรื่องนี้ และในเมื่อคณะกรรมการชุดเล็กทั้ง 3 ชุด ของแบงก์ชาติ ซึ่งก็คือ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) และคณะกรรมการระบบชำระเงิน (กรช.) มีความเป็น “อิสระ” ในการดำเนินงานแล้ว ก็ควรต้องเป็นความมีอิสระที่แลกมาด้วยการที่สามารถตรวจสอบได้
อีกสาเหตุหนึ่งที่ ดร.กบ ต้องยกเรื่องธรรมาภิบาลขึ้นมาดำเนินการเป็นอันดับต้นๆ เพราะเขาต้องการเคลียร์ “ข้อครหา” ที่ถูกมองว่า การเป็น “ข้าราชการประจำ” ที่ยังไม่เกษียณ แล้วอย่างนี้จะไม่ถูก “การเมือง” ครอบงำหรือ ซึ่งเรื่องนี้เขายืนยันเสียงแข็งว่า เขาไม่เคยได้รับ “ใบสั่ง” ไม่เคยมีใครมาสั่งเขา แม้แต่นายกรัฐมนตรี “คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ก็ไม่เคยโทรสั่งเขาในเรื่องเหล่านี้
"ที่ผมทำเรื่องนี้ เพราะต้องการเคลียร์ตัวเองจากคำถามต่างๆ และผมทำหน้าที่ประธาน ก็ต้องไม่ไปทำอะไรที่ทำให้เกิดคำถามต่อความเชื่อมั่น ผมยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีใครสั่งผม และที่การเมืองสั่งผมไม่ได้ แม้ว่าผมจะเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชา แต่การบัญชาก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบปฏิบัติและกฎหมาย ซึ่งเจ้านายของผมจริงๆ มีเพียงสถาบันเดียว"
เมื่อพูดถึงเรื่องธรรมาภิบาล แน่นอนว่า ย่อมต้องมีคำถามที่เกี่ยวเนื่องถึง “การนั่งควบ” ในสองตำแหน่ง ระหว่าง “ประธาน” บอร์ดแบงก์ชาติ กับ “กรรมการ” บอร์ด กนง. เพราะดูเหมือนสังคมยังคาใจว่า “เหมาะสม” หรือไม่?
ดร.อำพนเคลียร์ตัวเองในเรื่องนี้ว่า เป็นเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะไม่ปกติ เหตุการณ์พร้อมจะพลิกผันได้ทุกเมื่อ ในขณะที่กฎหมายของ กนง. ระบุไว้ชัดเจนว่า ถ้า “กรรมการ” ไม่ครบองค์ประชุม ก็ “ไม่สามารถ” ประชุมได้
"ถ้าผมออกจาก กนง. ตอนนี้ แล้วเขาต้องการประชุมด่วนขึ้นมาจะทำยังไง เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะกระบวนการสรรหา กนง. ต้องใช้เวลา ดังนั้นถ้าผมเล่นเกมการเมือง ผมลาออก แล้วพรุ่งนี้เกิดต้องประชุม กนง. นัดพิเศษขึ้นมา อย่างนี้ประเทศชาติเสียหายหมด ผมก็โดนตั้งคำถามอีก"
คำชี้แจงเหล่านี้ หลายคนอาจมองว่า “ฟังไม่ขึ้น” หรือบางคนก็ว่า “แก้ตัวน้ำขุ่นๆ” ..แต่มีกระแสข่าวยืนยันจากคนใกล้ชิดว่า ดร.อำพน อยากเคลียร์คัท ตัดปัญหาในเรื่องนี้เต็มทน ซึ่งเขาอาจตัดสินใจ ยื่นใบลาป่วย เพื่อขอไม่เข้าร่วมการประชุม กนง. ที่จะมีขึ้นในครั้งถัดไป
ดังนั้นในการประชุม กนง. วันพรุ่งนี้ (16 ต.ค.) คงต้องดูว่า จะมีชื่อ “อำพน กิตติอำพน” นั่งอยู่ในที่ประชุมด้วยหรือไม่!!?









