การปิดดำเนินการชั่วคราวของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐอเมริกาบางแห่งคงไม่ยืดเยื้อและไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมากนัก
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่า คือ เส้นตายเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะในวันที่ 17 ตุลาคม 2556 มากกว่า เพราะจะสร้างความผันผวนปั่นป่วนและมีผลต่อเศรษฐกิจมากหากสหรัฐอเมริกาผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมา
การปิดที่ทำการบางแห่งของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นผลจากรัฐสภาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการจัดสรรงบประมาณปี 2014 ซึ่งพรรครีพับรีกันนำมาต่อรองเรื่องการบังคับใช้กฎหมายประกันสุขภาพของรัฐบาลโอบามา (Obama Care) โดยทำให้เจ้าหน้าที่รัฐการไม่ได้รับเงินเดือนและหยุดงานชั่วคราวประมาณ 800,000 คนคิดเป็น 0.5% ของกำลังแรงงานของสหรัฐอเมริกา กรณีดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่น การชะลอตัวของการบริโภคและการลงทุนในสหรัฐฯอยู่บ้าง แต่ไม่น่าจะรุนแรงหรือมีนัยสำคัญมากเพราะเหตุการณ์ไม่น่าจะยืดเยื้อ ส่วนผลกระทบจากกรณีดังกล่าวต่อส่งออกไทยมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ 17 แห่งน่าจะคลี่คลายก่อนการประชุมเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะ มีประชาชนสหรัฐฯจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับเกมการเมืองของพรรครีพับลิกันในการเชื่อมโยงการแก้กฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพเข้ากับความจำเป็นในการขยายเพดานหนี้
ความไม่แน่นอนในการเจรจาเรื่องงบประมาณและการขยายเพดานหนี้เพิ่มความเป็นไปได้ของธนาคารกลางสหรัฐฯในการตัดสินใจไม่ปรับลดขนาดเม็ดเงินของมาตรการ QE3 ในปลายเดือนตุลาคมนี้ อาจส่งผลต่อการความคึกคักต่อตลาดการเงินในระยะสั้น แต่หากการขยายเพดานหนี้ไม่บรรลุผลปัจจัยนี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินมากกว่าและน่าจะทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมา และปัจจัยนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก สหรัฐอเมริกาจะถูกปรับลดอันดับเครดิต ตลาดการเงินจะผันผวนปั่นป่วนอย่างรุนแรง
ไม่ว่าจะเป็นกรณี US Government Shutdown ก็ดี การขยายเพดานหนี้และความยืดหยุ่นของนโยบายการเงินของ FED ก็ดี ล้วนสามารถเป็นบทเรียนถึงบทบาทที่เหมาะสมของรัฐบาลไทย ฝ่ายค้าน และ แบงก์ชาติได้ รัฐบาลต้องรักษาวินัยทางการเงินการคลัง ไม่มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยสร้างภาระทางการคลังจำนวนมากในอนาคต ส่วนแบงก์ชาติก็ต้องดำเนินนโยบายให้สอดรับกับสถานการณ์และประสานกับนโยบายทางการคลังให้ดี
ไม่ว่า ไทย หรือ สหรัฐอเมริกา ล้วนใช้ระบอบประชาธิปไตยแต่ก็มีความแตกต่างกันทั้งเนื้อหา และ รูปแบบ ประชาธิปไตยไทยยังต้องพัฒนาอีกมากและไม่สมบูรณ์ ขณะที่ของสหรัฐอเมริกาก็มีจุดอ่อนจุดด้อยมากไม่ได้สมบูรณ์แบบ ฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องไม่เล่นเกมต่อรองทางการเมืองจนสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน
Downs (1957) ได้ศึกษา นโยบายเศรษฐกิจในระบอบประชาธิปไตยเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลกับประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ฉะนั้นพฤติกรรมของพรรคการเมืองและประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจึงมีผลต่อการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ รวมทั้งส่งผลต่อวิธีการบริหารจัดการบริหารหนี้สาธารณะ สภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และ ไทย ด้วยรายละเอียดที่แตกต่างกัน
ปัญหาการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ สหรัฐอเมริกามีปัญหาทางการคลังมานานเกือบ 20 ปีแล้ว รายจ่ายทางด้านสวัสดิการในอนาคตจะสูงขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร รัฐบาลสหรัฐฯมีค่าใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการทั้งในปัจจุบันและอนาคตที่ยังไม่สามารถหาแหล่งรายได้ชัดเจนว่าจะเอาจากไหนมาจ่ายให้ประชาชน โดยมีรายจ่ายสำคัญสองส่วน ส่วนแรก คือ รายจ่ายในระบบประกันสุขภาพ เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นขัดแย้งสำคัญระหว่างพรรคเดโมแครตและพรรครีพับรีกันที่มีจุดยืนในการปฏิรูประบบประกันสุขภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อีกส่วนหนึ่ง คือ รายจ่ายสวัสดิการในระบบประกันสังคม ทั้งสองส่วนนี้ มีรายจ่ายที่เกินรายรับไม่ต่ำกว่า 63.3 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นเม็ดเงินที่ต้องมีคนตัดสินใจว่า จะขึ้นภาษีหรือลดการใช้จ่ายเพื่อให้ไม่เกิดปัญหาวิกฤติทางการคลัง
รายจ่ายก้อนใหญ่อีกก้อนหนึ่ง คือ บำนาญและผลประโยชน์ของข้าราชการคำนวณแล้วในอนาคตจะต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 23.4 ล้านล้านดอลลาร์ รัฐบาลจึงต้องหาเงินรายได้เพิ่มโดยรวมเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 86.8 ล้านล้านดอลลาร์ เท่ากับว่า หนี้สาธารณะต่อจีดีพี พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 550% ของจีดีพี หลักการของระบบประกันสังคมในสหรัฐฯ คือ คนทำงานในปัจจุบันจ่ายค่าสวัสดิการเกษียณอายุให้กับผู้ชราภาพในปัจจุบัน ในอนาคตปัญหาภาระทางการเงินของกองทุนประกันสังคมจะมากขึ้นตามลำดับ เพราะประชากรในวัยทำงานลดลง ขณะที่คนเกษียณอายุรอเงินสวัสดิการประกันสังคมดูแลเพิ่มมากขึ้น
การจะเก็บภาษีมากๆ ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ก็ทำไม่ได้เต็มที่ เพราะต้องเผชิญกับการตกหน้าผาทางการคลังแน่นอน เศรษฐกิจที่ทำท่าจะกระเตื้องขึ้นมาก็อาจทรุดลงไปได้อีก หากไม่ต้องการตกหน้าผาทางการคลัง ก็ต้องต่อมาตรการลดภาษีออกไปอีกและกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายต่อไป เท่ากับเป็นการผลักภาระปัญหาไปข้างหน้าเรื่อยๆ คราวนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เจอกับเพดานหนี้ หากไม่ขึ้นภาษีไม่ปรับลดการใช้จ่ายตอนนี้ สิ่งที่ทำได้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือ การขยับเพดานหนี้ให้สูงขึ้นไปอีกเพื่อจะได้มีช่องว่างมากพอที่จะก่อหนี้เพิ่มเพื่อนำมาใช้จ่าย ดูเหมือนสถานการณ์จะบังคับให้ต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะ สหรัฐอเมริกาเวลานี้ต้องทำงบประมาณขาดดุลปีหนึ่งเฉลี่ยประมาณ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี หรือ 9% ของจีดีพี
รัฐบาลโอบามาต้องการให้เก็บภาษีคนรวยในอัตราสูง ไม่ปรับลดสวัสดิการสำหรับคนมีรายได้น้อยและจัดการให้คนยากจนเข้าถึงการประกันสุขภาพ ขณะที่พรรครีพับรีกันต้องการให้มีการปฏิรูปภาษีโดยรวม ไม่มุ่งเป้าไปที่คนรวยหรือผู้ประกอบการนักลงทุนเพราะมองว่าจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและการจ้างงานลดลง นอกจากนี้ยังต้องการให้มีการปรับลดสวัสดิการบางอย่างลง
อำนาจในการขยับเพดานหนี้นั้นเป็นอำนาจของสภาคองเกรสในการควบคุมฝ่ายบริหาร นับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯได้ขยับเพดานหนี้มาไม่ต่ำกว่า 100 ครั้ง ปรับเพิ่มเพดาน 94 ครั้ง ปรับลดลง 10 ครั้ง ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังวิกฤตการณ์สถาบันการเงินและวิกฤติสินเชื่อซับไพร์ม จนกระทั่งหนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 105% ต่อจีดีพีจากระดับ 75% ในปี พ.ศ. 2551 บางครั้งการปล่อยให้กลไกตลาดทำงานโดยรัฐไม่เข้าไปควบคุมกำกับดูแลให้ดีอาจก่อให้เกิดความผันผวนต่อเศรษฐกิจมหภาคได้ อย่างเช่น วิกฤตการณ์สถาบันการเงินและตลาดการเงินในสหรัฐอเมริกาช่วงปี พ.ศ. 2551-2552 เกิดความไม่มีเสถียรภาพขึ้นในระบบการเงิน ว่างงานสูง รัฐจึงควรมีบทบาทในการบรรเทาความผันผวนและความไม่มีเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินและเศรษฐกิจมหภาค ในกรณีของสหรัฐอเมริกา รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย อัดฉีดปริมาณเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไปเกือบ 0% ส่วนนโยบายการคลัง ได้มีการใช้เงินงบประมาณเข้ามาช่วยเหลือสถาบันการเงินไม่ให้ล้มละลาย แต่นโยบายเหล่านี้ก็ก่อเกิดปัญหาหนี้ภาครัฐจำนวนมหาศาล หากเป็นประเทศเล็กๆ อย่าง กรีซ สเปน ไซปรัส ก็คงสูญเสียความน่าเชื่อถือและถูกเรียกหนี้คืน ตราสารทางการเงินและพันธบัตรก็คงด้อยค่า สหรัฐฯยังคงได้เปรียบเนื่องจากผู้คนยังเชื่อถือเงินดอลลาร์และเงินยังคงไหลเข้ามาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอยู่เพราะยังไม่มีอะไรที่ทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น “ทองคำ” หรือ “เงินสกุลหลักอื่นๆ”
ปัญหาเพดานหนี้สาธารณะ และ US Government Shutdown น่าจะเป็นอุทาหรณ์บทเรียนให้รัฐบาลไทยพึงระมัดระวังในการก่อหนี้และการใช้จ่ายเงินให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส แม้นว่าขณะนี้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยยังไม่สูงนัก ต่ำกว่า 50% ของจีดีพี การตั้งอยู่ในความไม่ประมาทย่อมดีที่สุด ครับ








