นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง (李克强) ของจีน จะมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการพรุ่งนี้ (11)
ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสัมพันธ์จีนกับอาเซียนที่คึกคักกว่าหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา
นายกฯจีน มาคราวนี้แวะเวียดนาม และบรูไน ด้วย ขณะที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ไปเยือนอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ในจังหวะที่มีการประชุมสุดยอด Apec และ Asean ที่บาหลี และบรูไน ตามลำดับต่อเนื่องกัน
และเป็นเวลาเดียวกับที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐฯยกเลิกการมาเยือนเอเชียทั้งหมดเพราะวิกฤต “หยุดกิจการชั่วคราวของรัฐบาลกลาง” หรือ Government Shutdown ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของปักกิ่งเมื่อเทียบกับวอชิงตันแล้วโดดเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
บทบาทของนายกฯหลี่ เค่อเฉียง ในวัย 58 ปี คนนี้มีความสำคัญที่รัฐบาลไทยจะต้องเกาะติด และแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดระหว่างที่มาเยือนไทยสามวัน เพราะเขาคนนี้คือมือเศรษฐกิจหลักของจีนวันนี้ ขณะที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ดูภาพรวมและหนักไปทางด้านการเมืองและความมั่นคง
อีกตำแหน่งของหลี่ เค่อเฉียง คือเบอร์สองของคณะกรรมการถาวรของ “กรมการเมือง” หรือ Politburo Standing Committee ซึ่งก็คือกลไกของพรรคคอมิวนิสต์จีนที่มีอำนาจสูงสุด
หากเอาแกนนำ 7 คนระดับสูงสุดของประเทศจีนวันนี้มายืนเรียงแถว, เขาคือคนที่ 2 ซึ่งมีอำนาจ และบารมีกว้างขวาง ถือเป็นมือบริหารวันต่อวันคนที่หนึ่งของจีนทีเดียว
เขาคือแกนหลักสำคัญของ “ผู้นำจีนรุ่นที่ 5” ที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่ง
หลี่ เค่อเฉียง ไม่ได้อยู่ดี ๆ ก็กระโดดขึ้นมาได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาได้ผ่านการฝึกปรือทางด้านปฏิบัติอย่างโชกโชนในการบริหารประเทศ ตลอดเวลาที่เขาเป็นรองนายกฯ อยู่ใต้อดีตนายกฯเวินเจียเป่า ในช่วง 2008-2013
เขาคือ “รองนายกฯหมายเลข 1” ที่ดูแลนโยบายด้านสำคัญ ๆ เช่นนโยบาย
• การพัฒนาเศรษฐกิจที่จะรักษาดุลระหว่างอัตราเติบโตกับช่องว่างคนรวยกับคนจน
• การควบคุมราคาสินค้าไม่ให้สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็นสำหรับประชาชนคนจีนส่วนใหญ่
• การเงิน
• โลกร้อนและความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม
• เศรษฐกิจมหภาค
หลี่ เค่อเฉียง ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตลอดการทำงานทางการเมือง โดยเริ่มจากการเข้าเป็นสมาชิกสันนิบาตเยาวชนของพรรคซึ่งเป็นจุดแรกเริ่มของการบ่มเพาะผู้นำในอนาคตของจีน ผ่านการทดสอบทั้งความภักดีต่อพรรคและความรู้ความสามารถในการบริหารและสร้างผลงานในทุกระดับ
ช่วงปี 1998-2004 เขาเป็นผู้ว่าฯและเลขาธิการพรรคของมณฑลเหอหนาน (ได้ชื่อว่าเป็นผู้ว่าฯอายุน้อยที่สุดในวัย 43 ในยุคนั้น) ก่อนที่จะมารับตำแหน่งเดียวกันนี้ในมณฑลเหลียวหนิง
หลี่ เค่อเฉียง ฉายแววของความเป็นผู้นำตั้งแต่เป็นนักศึกษาในคณะนิติศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เพราะเขาได้รับเลือกเป็นนายกฯสภานักศึกษา และต่อมาทำปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์
ระหว่างที่บริหารระดับมณฑล, เขาได้ชื่อว่าเป็นคนติดดิน ปฏิเสธงานเลี้ยงหรูหรา และโครงการพัฒนาผิวเผินที่ไม่เกิดประโยชน์กับคนท้องถิ่น
เขาทำงานใกล้ชิดกับอดีตประธานาธิบดีหูจิ่นเทา ซึ่งก็ไต่เต้าขึ้นมาในตำแหน่งสำคัญระดับชาติ จากบทบาทในสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ก่อนหน้าเขาไม่กี่ปี และความสัมพันธ์นั้นเองที่ผลักดันให้หลี่ เค่อเฉียง ได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญระดับชาติตามลำดับ
ตั้งแต่ได้รับตำแหน่งนายกฯ หลี่ เค่อเฉียง ไปร่วมงานระดับนานาชาติหลายครั้ง และเป็นผู้ประกาศทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ของจีนอย่างฉาดฉาน
เขาเน้นเรื่องสร้าง “ชนชั้นกลาง” ของจีนให้มีความมั่งคั่งมากขึ้น ลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนอย่างจริงจัง เพิ่มอำนาจการซื้อภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการส่งออกไปต่างประเทศ
หลี่ เค่อเฉียง บอกว่าการพัฒนาสังคมจีนจะต้องให้เหมือนลูกสมอจีน นั่นคือให้ตรงกลางใหญ่กว่าบนและล่างเพื่อความเป็นธรรมของสังคมและหลีกเลี่ยงความตึงเครียดและขัดแย้งที่อาจจะเกิดจากช่องว่างระหว่างคนมีกับคนไม่มี
ในฐานะที่ไทยเป็น “ผู้ประสานงาน” ระหว่างอาเซียนกับจีน, จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้นำไทยจะศึกษาเกาะติด และพัฒนาความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม, โปร่งใส และสร้างสรรค์กับอาคันตุกะสำคัญจากจีนท่านนี้อย่างยิ่ง








