สถานการณ์วันนี้ประเทศต้องการ"ผู้นำ" ความหมายไม่ได้หมายถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งเรามีอยู่แล้ว แต่หมายถึงความเป็นผู้นำ
ที่ต้องอาศัยทั้งบารมี ความรู้ความสามารถและเป็นศูนย์กลางในการระดมพลังทั้งประเทศ ฝ่าวิกฤติทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ ที่เรากำลังเผชิญอยู่วันนี้ เพราะต้องอย่าลืมว่าปัญหาทางการเมืองวันนี้เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การร่างกฎหมายใหม่นิรโทษกรรม การออกกฎหมายพิเศษทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท โครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งกฎหมายต่างๆ เหล่านี้สุ่มเสี่ยงที่มีความขัดแย้งกันสูงมาก และกระบวนการพิจารณาหรือการหารือในรัฐสภาที่ผ่านมานั้น ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปหรือเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้ หลายร่างกฎหมายจึงนำไปสู่กระบวนการยุติธรรม และในภาวะที่สังคมมีการแบ่งข้างชัดเจน ผลคำตัดสินในกระบวนยุติธรรม อาจจะสร้างปัญหาปฏิเสธคำตัดสินและดึงมวลชนของตัวเอง ออกมาประท้วง หรือกดดันได้ง่าย และสังคมที่ไม่ยอมรับคำตัดสินในกระบวนการยุติธรรม ย่อมจะเกิดความวุ่นวายได้ง่าย ในสถานการณ์อ่อนไหวเช่นนี้"ผู้นำ"จะมีบทบาทสำคัญในการยับยั้งและสร้างสรรค์ให้กับประเทศ คำถามจึงอยู่ที่ว่านายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ปฏิบัติหรือยัง
สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ ก็เป็นอีกปมสำคัญ ที่ต้องอาศัย"ผู้นำ"ในการรับมือและหาทางออกจากปัญหา ซึ่งภาวการณ์วันนี้สุ่มเสี่ยงตลาดเงิน ตลาดทุนจะผันผวน นำไปสู่วิกฤติได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ที่มาจากประเทศมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา ซึ่งเฉพาะหน้านอกจากต้องจำใจปิดบางประเภท หรือกรณี"สหรัฐชัตดาวน์"ปล่อยให้ลูกจ้างของรัฐตกงานถึง 8 แสนคนไปแล้ว ถือว่าส่งผลกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุนไปพอสมควร แต่ในช่วงกลางเดือน 17 ต.ค.นี้ ตลาดเงินตลาดทุนต้องลุ้นกันมากขึ้น กับสหรัฐว่าจะสามารถเจรจาตกลงเรื่องการขยายเพดานหนี้งบประมาณร่วมกันได้ หรือไม่เพราะหากสหรัฐไม่สามารถขยายเพดานหนี้ได้ จนอาจนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรของรัฐบาล จนทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจย่อมกระทบกับเศรษฐกิจทั้งโลก แม้ว่าในทางปฏิบัติโอกาสจะน้อยก็ตาม
ทั้งนี้การประชุมคณะทำงานกำกับบริหารนโยบายเศรษฐกิจวานนี้ นายกรัฐมนตรี ร่วมกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจว่าในที่ประชุมได้มีการหารือถึงปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่เกิดเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่จะต้องเฝ้าระวังว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ได้ โดยเหตุการณ์การปิดหน่วยงานของรัฐ ในสหรัฐอเมริกา ที่ประชุมฯได้มีการหารือถึงผลกระทบของเหตุการณ์นี้ที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยโดยได้มีการยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต โดยในสมัยที่นายบิล คลินตันเป็นประธานาธิบดีในปี 2538 ก็เคยมีการปิดหน่วยงานของรัฐเป็นเวลา 21 วัน แต่ก็ไม่ได้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานเศรษฐกิจติดตามสถานการณ์ภายนอกที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด
การที่นายกรัฐมนตรี นัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เราเห็นว่าเดินถูกทางมาระดับหนึ่งแล้ว หลังจากนี้ต้องเปิดกว้างให้นักวิชาการ ที่ทั้งเคยเห็นด้วยหรือคิดต่างกับรัฐบาล และฝ่ายค้าน ร่วมแลกเปลี่ยนเสนอแนะทางแก้ควบคู่กันไปด้วย รวมถึงทางออกในปมปัญหาทางการเมืองด้วย เพราะการที่นายกรัฐมนตรี เปิดกว้างกับทุกความคิดเห็นในสังคม จะเป็นการสะท้อนความเป็น"ผู้นำ"ได้เป็นอย่างดี เพราะต้องตระหนักเสมอว่าภัยทางการเมือง และเศรษฐกิจในวันข้างหน้านั้น ต้องอาศัยพลังทั้งสังคมในการร่วมคิดและหาทางออก นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มปฏิบัติตั้งแต่วันนี้ เพื่อวันหน้าจะได้เป็น"ผู้นำ"อย่างแท้จริง









