ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เป็นช่วงแห่งการประชุมสัมมนาวิชาการประจำปีของหน่วยงานต่าง ๆ หากไม่ติดภารกิจใดผู้เขียนพยายามที่จะเข้าฟังให้ได้มากที่สุด
เพื่อเพิ่มเติมความรู้ให้ทันโลกอยู่เสมอ น่าเสียดายที่ในปีนี้ผู้เขียนติดภารกิจหลายประการ จึงได้เข้าฟังเพียงช่วงสั้น ๆ
อย่างไรก็ตาม จากที่สังเกต พบว่าในช่วงหลังงานวิจัยที่หน่วยงานด้านเศรษฐกิจจัดทำจะเป็นมุมมองด้านระยะยาวมากขึ้น โดยนำเสนอถึงทิศทางและแนวนโยบายที่ประเทศไทยควรจะดำเนินในอนาคต
ผู้เขียนจึงลองกลับมาย้อนคิดว่า หากต้องการจะนำเสนอแนวนโยบายที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ สิ่งแรกที่สุดที่ต้องคิดคือ ภาพทิศทางเศรษฐกิจสังคมไทยในอนาคตจะเป็นเช่นไร เพื่อใช้เป็นกรณีฐานก่อนที่ใส่นโยบายที่ (คิด) ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ซึ่งเมื่อลองหลับตาคิด ผู้เขียนพบว่ามี 5 เหตุการณ์ทั้งระดับโลกและระดับประเทศที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจสังคมในอนาคต
เหตุการณ์แรก ได้แก่ การปรับลดปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐ (หรือที่เรียกกันว่า QE Tapering) โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า นับจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 เป็นต้นมา สหรัฐทำนโยบายการเงินแบบ “ไม่ธรรมดา” (Unconventional) หรือที่เรียกว่า มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ผ่านการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน
การทำ QE เหล่านี้บิดเบือนราคาของสินทรัพย์เหล่านี้ในทุกตลาด และทำให้ปริมาณสภาพคล่องโลกล้นระบบและไหลเข้ามายังประเทศตลาดเกิดใหม่จนเกิดปัญหาฟองสบู่ (โดยในกรณีของไทยนั้น ปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาฯ และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่มีการพูดกันนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการอัดฉีด QE ด้วย)
เป็นที่ทราบกันดีว่า ในที่สุดแล้ว ธนาคารกลางสหรัฐต้องยุตินโยบายการเงินแบบไร้วินัยเช่นนี้ ซึ่งเมื่อนั้นจะทำให้สภาพคล่องที่เคยล้นระบบถูกดูดกลับและเป็นการแก้ปัญหาฟองสบู่ในตลาดเกิดใหม่โดยอัตโนมัติ
เหตุการณ์ที่สอง ได้แก่ การค้นพบเทคโนโลยีขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแนวขวาง (Horizontal Drilling and Hydraulic Fracturing) โดยใช้อัดฉีดน้ำ ทรายและสารเคมีบางอย่างเพื่อทำให้ชั้นหินดินดาน (Shale) แตกออก เพื่อที่จะดูดเชื้อเพลิง (Shale Gas/ Shale Oil) ออกมา ซึ่งเทคโนโลยีนี้ทำให้สามารถขุดเจาะเชื้อเพลิงออกมาได้มาก
เทคโนโลยีใหม่นี้ได้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐและโลกหลายประการ เช่น (1) ทำให้ต้นทุนพลังงานรวมถึงต้นทุนการผลิตของสหรัฐถูกลง และทำให้การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหลายชนิดย้ายฐานกลับมาสหรัฐมากขึ้น (2) ทำให้สหรัฐนำเข้าเชื้อเพลิงน้อย ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดดีขึ้น และ (3) ทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกไม่ปรับขึ้นมากนัก ลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง และทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง ซึ่งรวมถึงเงินเฟ้อของไทยด้วย
เหตุการณ์ที่สาม ได้แก่ สถานการณ์การตึงตัวของตลาดแรงงานไทย ปัญหาด้านภูมิประชากรของไทยในอนาคต และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า ตลาดแรงงานไทยตึงตัวมาก เห็นได้จากอัตราว่างงานที่ประมาณ 0.7% ของกำลังแรงงานรวมนั้น แทบจะต่ำที่สุดในโลก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาคการผลิตของไทยยังเน้นการผลิตโดยใช้แรงงานเป็นหลัก (Labor-intensive) แทนการใช้เทคโนโลยีซึ่งต้นทุนระยะเริ่มต้นสูงกว่า และยิ่งประกอบกับการที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้กำลังแรงงานในอนาคตจะยิ่งน้อยลง
นโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ (กว่า 50% ในบางจังหวัด) นั้น จึงเป็นการ “บีบ” ให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องใช้แรงงานน้อยลง และหันไปใช้เครื่องมือเครื่องจักรในการผลิตมากขึ้น (แต่ก็มีผู้ประกอบการหลายฝ่าย ที่หันไปใช้แรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะที่ผิดกฎหมายมากขึ้น)
เหตุการณ์ที่สี่ ได้แก่ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และการเปิดประเทศของพม่า โดยเป็นที่ทราบกันดีเช่นกันว่า การเปิด AEC ในปี 2015 นั้น แท้จริงแล้วแทบจะมิได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย เพราะการเปิดเสรีภาคบริการ การเงิน แรงงานมีฝีมือ และเงินทุนเคลื่อนย้ายนั้น กฎหมายของแต่ละประเทศรวมทั้งไทยในปัจจุบันปิดกั้นไว้หมดสิ้น
ยกเว้นเพียงสิ่งเดียวคือการเปิดเสรีการค้า โดยเฉพาะของประเทศแถบอินโดจีนอันได้แก่ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม ที่ยังมีอัตราภาษีสินค้านำเข้าสูงถึงกว่า 4-50% และจำเป็นต้องลดให้เหลือ 0% ในสินค้าเกือบทุกชนิด และยิ่งเมื่อประกอบกับการที่ประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และมีแนวนโยบายเปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น จึงเป็นไปได้ที่ประเทศเหล่านี้จะขยายตัวสูงมากในอนาคต
เหตุการณ์สุดท้าย ได้แก่ โครงการสาธารณูปโภคภาครัฐของไทย หรือที่รู้จักกันดีว่าโครงการ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านการคมนาคมขนส่งเป็นสำคัญ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่ใช้งบประมาณมากที่สุดถึงกว่า 47% ของงบด้านการขนส่งทั้งหมด ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวสามารถจัดทำตามข้อเสนอของงานวิจัยของธนาคารโลก โดยผ่านใจกลางของหัวเมืองขนาดใหญ่ และผ่านนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ นั้น จะเป็นการขยายความเจริญไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น
เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ทั้ง 5 แล้ว เราก็สามารถวาดภาพถึงอนาคตที่อาจสดใสหรือหดหู่ได้ โดยผู้เขียนขอนำเสนออนาคตอันหดหู่ (Worst-Case Scenario) ก่อน กล่าวคือ ประเทศไทยใน 10 ปีข้างหน้า อาจเผชิญกับเศรษฐกิจที่ตกต่ำ และตกหล่มกับดักประเทศรายได้ปานกลางอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เนื่องจากสภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้นจากการถอน QE รวมถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ทำให้ดอกเบี้ยของไทยต้องปรับขึ้นตาม เพื่อมิให้เงินทุนไหลออกมากจนเกินไป ซึ่งทำให้ฟองสบู่ภาคอสังหาฯ และฟองสบู่สินเชื่อบุคคลที่โป่งพองนั้นแตก
นอกจากนั้น การส่งออกก็ไม่สามารถพึ่งพาได้มาก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐหันมาผลิตในประเทศมากขึ้น ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์ก็ถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่ไม่พุ่งขึ้นอีกมาก ทำให้การส่งออกขยายตัวได้ต่ำ
ในส่วนภาคการผลิต การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้ผู้ประกอบการหันไปใช้แรงงานต่างด้าวมากขึ้น และไม่หันไปใช้เครื่องมือเครื่องจักรในการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SMEs) ไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศอาเซียนอื่น ๆ ที่มีการผลิตที่มีประสิทธิภาพกว่า ด้านแรงงานมีฝีมือนั้น หากไม่ถูกซื้อตัวจากธุรกิจจากต่างประเทศโดยเฉพาะในอาเซียนที่ย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทย ก็มีแนวโน้มที่จะย้ายไปทำงานในต่างประเทศมากขึ้น
ขณะที่หากพิจารณาอนาคตอันสดใส (Best-case Scenario) นั้น อาจมองได้ดังนี้คือ (1) การบริโภคและลงทุนภาคเอกชนในประเทศขยายตัวอย่างยั่งยืนมากขึ้น หลังฟองสบู่อสังหาฯ และสินเชื่อบุคคลค่อย ๆ ฝ่อลง (2) ราคาพลังงานโลกที่ไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก ทำให้ภาคการผลิตมีต้นทุนที่ถูกลง (3) เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยภาคการผลิต (ทั้งขนาดเล็กและใหญ่) หันมาใช้เครื่องมือเครื่องจักรในการผลิตมากขึ้น เน้นการวิจัยพัฒนา (โดยนโยบายรัฐมีส่วนผลักดันสนับสนุน)
(4) เศรษฐกิจภูมิภาค (โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่) เจริญอย่างทัดเทียมมากขึ้น เนื่องจากการขยายตัวของประเทศแถบอินโดจีน ทำให้ความต้องการสินค้าและบริการในหัวเมืองใหญ่และการค้าชายแดนมีมากขึ้น รวมไปถึงจังหวัดที่มีถนน/รถไฟพาดผ่านด้วย และสุดท้าย (5) โครงการสาธารณูปโภคต่าง ๆ ประสบความสำเร็จ สามารถลดต้นทุนการขนส่ง ทำให้การผลิตในไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางในที่สุด
จะเห็นได้ว่า หากจะให้ไทยไปสู่อนาคตอันสดใสนั้น นโยบายภาครัฐจะเป็นส่วนสำคัญ เช่น ภาคการเงินอาจต้องพิจารณาคุมเข้มความเสี่ยงด้านฟองสบู่มากขึ้น ขณะที่นโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตจะต้องพยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการหันไปใช้เทคโนโลยี แทนการผลิตขั้นต้นที่ใช้แรงงานเป็นหลัก และมีการพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะต้องบริหารจัดการโครงการสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้สำเร็จ รวดเร็ว และโปร่งใส ตรวจสอบได้
อนาคตของไทยจะเป็นเช่นไร เราเลือกได้ ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเลือกให้เป็นเช่นไร
******
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่









