ตั้งแต่ต้นปีความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ถูกกระชากไปตามแรงโน้มถ่วงของมาตรการคิวอี ของธนาคารสหรัฐหรือเฟด ที่เป็นยักษ์ใหญ่ของโลกการเงินตลอดม
เมื่อผ่านมาถึงขณะนี้เหตุการณ์ในตลาดเงินที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เขียนอดคิดถึงบทสัมภาษณ์นักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่ง ที่ได้เขียนลงฉบับพิเศษไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา นั่นคือ ดร.เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย เนื้อหาที่ได้รับในวันนั้นคือคำเตือน ถึงความผันผวนที่จะเกิดขึ้นจากการถอนมาตรการคิวอี ในขณะที่เงินทุนกำลังจ่อทะลักเข้าประเทศไทยและเอเชียอยู่ในเวลานั้น
ตลอดทั้งปีนี้ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทมีผันผวนสูง โดยในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าสุดของปีที่ระดับ 28.55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐนับเป็นการแข็งค่าสุดนับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ 2540 จากเม็ดเงินอัดฉีดสภาพคล่องของเฟดที่ท่วมตลาดเอเชีย จนภาครัฐต้องคิดหามาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้าและเป็นแรงกดดันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดแรงจูงใจในตลาดพันธบัตรลง
หลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งปีเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าสุดไปสู่ระดับ 32.48 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา และยังทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 3 ปี จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้นจนตลาดเกิดการคาดการณ์เรื่องการถอนมาตรการคิวอีที่ แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน เฟดได้หักปากกาเซียนทั่วโลก ด้วยการชะลอแผนการถอนมาตรการคิวอีออกไปทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นพรวดเดียว 70 สตางค์หลุดต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐไปอีกครั้ง และล่าสุดยังมีประเด็นเรื่องงบประมาณและการปรับเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐที่ต้องจับตาเพิ่มเติมอีกด้วย
โดยรวมแล้วความผันผวนที่เกิดขึ้นกับค่าเงินบาทในปีนี้อยู่ที่ 6.4% สูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และที่สำคัญเป็นความเคลื่อนไหวที่มีทั้งขาขึ้นและลงได้ตลอดเวลาตามข่าวหรือตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา จากเดิมที่ตลาดจะปรับตัวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
แต่เป็นที่น่ายินดีที่ได้ยินจากผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนายแบงก์ว่า ในปีนี้มีผู้ประกอบการได้เข้ามาซื้อเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นการเพิ่มจากฝั่งผู้ส่งออกและนำเข้าหลังจากค่าเงินบาทไม่ได้เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวเหมือนเดิม แต่การขึ้นลงที่มีให้เห็นในปีนี้ เป็นตัวเร่งให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน
แม้จะยังมีผู้ประกอบการขนาดเล็กส่วนหนึ่ง ที่ยังไม่อยากรับภาระต้นทุนในการบริหารความเสี่ยง และยังอยากลุ้นด้วยการคาดการณ์เอาเอง มันก็คงไม่เสียหายอะไรหากท่านเป็นเจ้าของเงินส่วนนั้นทั้งหมด แต่หากไม่ใช่แล้วนโยบายบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจะไม่ใช่แค่การปรับตัวรับมือความผันผวนแต่เป็นนโยบายที่แสดงความรับผิดชอบต่อผู้เกี่ยวข้องกับกิจการในภาพรวม ทั้งหุ้นส่วนหรือ พนักงานในองค์กรที่ตั้งใจผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ พยายามควบคุมต้นทุนเพื่อให้กิจการมีกำไรดีขึ้น
แม้กระทั่งบริษัทขนาดใหญ่ที่มีนักการเงินเก่ง ๆ ทำงานอยู่ยังต้องมีนโยบายบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้ เอสเอ็มอีทั้งหลายถ้าอยากเติบใหญ่อย่างมั่นคงแล้ว ลองโฟกัสธุรกิจตัวเองกำหนดกำไรที่ต้องการแล้วปิดความเสี่ยงเสียเถิด อย่างน้อยเราได้กำไรจากกิจการ ดีกว่าความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนทำกำไรที่ควรได้จากกิจการหายวับไปด้วย ในปีนี้จึงเป็นปีหนึ่งที่ผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออก ได้ฝึกปรือวิชาการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น เพราะการคาดเดาค่าเงินในภาวะปกติก็ว่ายากแล้ว แต่จะให้เดาใจประธานเฟดนั้นทำได้ยากจริง ๆ









