ฟัง ออง ซาน ซูจี ปราศรัยที่สิงคโปร์ต้นสัปดาห์นี้แล้ว เห็นภาพชัดขึ้นว่าพม่ายังมีปัญหา ที่ต้องฝ่าข้าม
ก่อนที่จะ “ปฏิรูป” ได้อย่างจริงจัง
เพราะว่าเธอแสดงความเป็นห่วงหลายเรื่อง โดยเฉพาะกระแสนักลงทุนต่างประเทศที่หลั่งไหลเข้าไปพม่า ส่วนใหญ่มุ่งหวังจะทำกำไรระยะสั้น จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่ไม่ได้ช่วยสร้างสังคมพม่าที่มีคุณภาพแต่อย่างไร
เธอเน้นเรื่อง “การลงทุนอย่างรับผิดชอบ” ที่มุ่งสร้างทรัพยากรมนุษย์มากกว่าเพียงการเข้าไปกอบโกยจากทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไม้ ถ่านหิน และ ทองแดง
ออง ซาน ซูจี บอกว่า เธอกำลังเรียกร้องให้การลงทุนที่เกิดขึ้นในพม่า เป็นไปในลักษณะของการทำด้วยความห่วงหาอาทร ไม่ใช่เป็นการทำเพื่อทำลายพื้นฐานของอนาคต
ต้องเป็นการลงทุนอย่างชาญฉลาดเท่านั้น ที่คนพม่าจะได้ประโยชน์ และหากกระแสการลงทุนวันนี้ไม่ได้ช่วยในการก่อร่างสร้างตัวของคนพม่า ก็เชื่อได้ว่าจะเกิดความรู้สึกต่อต้านคัดค้านจากเจ้าของบ้าน
และนั่นย่อมหมายถึง การสร้างความเจริญให้กับชนบท และธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กด้วย มิใช่มีเฉพาะแต่ทุนใหญ่ที่ต้องการผลตอบแทนเร็ว โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อสังคมพม่าเป็นส่วนรวม
ใครไปพม่าวันนี้ จะเห็นว่าปัญหาราคาที่ดินที่พุ่งพรวดพราด และโครงสร้างพื้นฐานทางการเมืองและกฎหมายที่ยังขาดความแน่นอน
ตัวเลขยอดการลงทุนต่างประเทศในพม่าถึงสิ้นเดือนสิงหาคม อยู่ที่ 43.6 พันล้านดอลลาร์ และสองในสามเป็นเงินที่ลงทุนไปทางน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
แต่ ออง ซาน ซูจี บอกว่า คุณภาพชีวิตของคนพม่าในชนบทยังไม่ได้กระเตื้องขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปสู่ความเป็นประชาธิปไตยแต่อย่างไร
และเน้นว่า การพัฒนาประเทศจะต้องเริ่มด้วยการสร้างงานให้คนท้องถิ่นเป็นอันดับแรก
ตามมาด้วยการสร้างความสมานฉันท์ กับชนกลุ่มน้อยทั้งหลาย ที่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจังจากรัฐบาลกลาง เพราะว่ามีการต่อสู้กันด้วยอาวุธมาช้านาน
ออง ซาน ซูจี บอกว่า คนบางคนในรัฐบาลก็คงจะคิดถึง “การเปลี่ยนผ่าน” เป็นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่เธอกลับเห็นว่า ความสำเร็จที่แท้จริงของการปฏิรูปนั้น จะต้องอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะสามารถสร้างความมีส่วนร่วมของคนในแวดวงต่างๆ ของสังคมได้อย่างไรมากกว่า
แปลว่า แม้เศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่หากชาวบ้านพม่ายังยากจน และความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางรายได้ยังมีอยู่ คำว่า “ปฏิรูป” ก็ไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไร
ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือ ความเป็น “นิติรัฐ” ของสังคมพม่า เพราะหากว่ากติกาเรื่องกฎเกณฑ์ และการตีความกฎหมายไม่ชัดเจน นักลงทุนก็คงไม่กล้าทุ่มเต็มที่
ความรุนแรงที่เกิดจากความขัดแย้ง ระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมในหลายๆ จังหวัด จนเกิดการปะทะกันและฆ่าฟันกัน กำลังเป็นปัจจัยลบ ที่จะมีผลต่อการขับเคลื่อนไปสู่เสถียรภาพของสังคมประชาธิปไตย
ตัวเลขทางการ บอกว่า ยอดคนเสียชีวิตของการปะทะกันของคนต่างศาสนา มีไม่น้อยกว่า 200 คน และที่ถูกความรุนแรงนั้นผลักไสให้ต้องอพยพหนีบ้านของตนเอง มีไม่น้อยกว่า 150,000 คนแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะไม่หยุดอยู่แค่นี้
เพราะว่ารัฐบาลกลางยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถยุติความรุนแรงระหว่างศาสนาได้
ออง ซาน ซูจี ประกาศแล้วว่า เธอจะสมัครเป็นประธานาธิบดีในการเลือกตั้งคราวหน้า จากนี้อีกสองปี หากว่ารัฐสภาพร้อมจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เธอไม่ถูกห้ามเล่นการเมือง เพราะเคยมีสามีเป็นคนต่างด้าว
บางคนสงสัยว่า หากเธอเป็นผู้นำรัฐบาล จะสามารถแก้ไขปัญหาที่เธอกล่าวถึงมากน้อยเพียงใด เพราะว่าพรรค National League for Democracy (NLD) ของเธอ ยังไม่ได้มีแผนการที่จะแก้ปัญหาที่เธอหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์รัฐบาล และกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอย่างชัดเจนแต่อย่างไร
แต่ผมเชื่อว่า...การที่เธอออกมากระตุ้นเตือนรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้าไปตักตวงผลประโยชน์เฉพาะหน้าขณะนี้ เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านที่รับผิดชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ “ล้มก่อนลุก” ที่อาจจะเกิดกับพม่าได้ หากไม่ประเมิน และปรับแนวทางการเดินหน้าอย่างรอบคอบและพิถีพิถันจริงๆ









