วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พิสูจน์ความเชื่อมั่น

ฤดูน้ำหลากรอบใหม่มาถึง ท่ามกลางข่าวสารน้ำท่วมจังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งภาคกลาง

พื้นที่เดิมๆ เหตุการณ์ซ้ำๆ ส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนเรือกสวนไร่นา ยังไม่ใช่การท่วมนิคมอุตสาหกรรมเช่นปลายปี 2554 แต่ด้วยสภาพดินฟ้าอากาศพายุที่โหมกระหน่ำทำให้เกิดฝนตกต่อเนื่องยาวนานหลายวัน ปริมาณน้ำขุ่นๆ ที่เกิดจากสภาวะธรรมชาติไม่ใช่น้ำใสๆ ที่ผ่านการกักเก็บไว้หลั่งไหลกันมากมายหลายพื้นที่ดังที่ได้เห็นประจักษ์ตา ทั่วทุกหัวระแหงจึงไม่พ้นจะคุยกันด้วยความวิตกกังวลว่า ปีนี้น้ำจะท่วมอีกไหม เนื่องจากบทเรียนในอดีตได้ตอกย้ำให้จำฝังใจ เมื่อผู้บริหารราชการระดับต่างๆ ออกมายืนยัน จะป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ นิคมอุตสาหกรรมไม่ให้ถูกน้ำท่วมฤดูนี้ ก็หาได้เรียกความเชื่อมั่นของผู้คนแต่อย่างไร เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้สูญเสียความเชื่อมั่น

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับมาด้วยข้อมูลที่เป็นจริง และการเตรียมการรับมือที่มีแบบแผนชัดเจน พื้นที่ใดเสี่ยงน้ำท่วมก็บอกกล่าวแจ้งเตือนตรงไปตรงมา เพื่อผู้ที่อยู่ในพื้นที่จะได้มีเวลาเตรียมตัวได้ทันท่วงที ไม่ใช่เวลาพูดปลอบใจเมื่อของจริงมาบอกให้เตรียมตัวเตรียมใจรับสภาพดีกว่าปล่อยให้เกิดความเสียหายแล้วมาขอโทษทีหลัง ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์ใดๆ แก่ชีวิต ทรัพย์สิน และความรู้สึก การจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารจัดการน้ำ และมีศูนย์บัญชาการรวมอยู่แห่งเดียวเป็นวอร์รูม ที่ใช้สั่งการที่เดียวหรือซิงเกิล คอมมานด์ ติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมงนาน 2 เดือน นับเป็นการกระทำที่มาถูกทาง แต่ก็ต้องรอการพิสูจน์ว่าวอร์รูมแห่งนี้จะมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ มีผู้เชี่ยวชาญครบด้าน และร่วมกันตัดสินใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงได้ระดับไหน ซึ่งหากผ่านสถานการณ์วิกฤตไปได้ด้วยดี ก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์เรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้พอสมควร

จากข้อมูลที่มีในปัจจุบัน กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ระบุว่า เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ขณะนี้ แม้จะมีประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก แต่ยังไม่ถือว่าเป็นภัยพิบัติ เป็นเพียงเหตุการณ์น้ำท่วมปกติที่เกิดจากภัยธรรมชาติ ดังนั้น กองทุนจึงยังเข้าไปช่วยเหลือใดๆ ไม่ได้ เพราะเกณฑ์ที่จะถือว่าเป็นภัยพิบัตินั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องประกาศเป็นสถานการณ์ภัยพิบัติรุนแรง ตามคำแนะนำของกระทรวงมหาดไทย โดยมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นผู้เสนอ ขณะเดียวกัน ความเสียหายต้องมากกว่า 5,000 ล้านบาท มีผู้ได้รับความเสียหายมากกว่า 2 รายขึ้นไป

ขณะที่ พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมก็มีเพียง 1 แห่ง ที่กระทรวงอุตสาหกรรมแสดงความเป็นห่วง คือนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องจากเป็นนิคมอุตสาหกรรมเพียงแห่งเดียวจากทั้งหมด 6 แห่งในจ.พระนครศรีอยุธยา และจ.ปธุมธานี ที่แนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วมถาวรยังสร้างไม่เสร็จ ความคืบหน้ามีเพียง 30% เนื่องจากที่ผ่านมาติดปัญหาการบริหารภายในของตัวนิคมเอง แต่การนิคมอุตสาหกรรมได้เตรียมรับมือโดยการอัดแนวคันดินกั้นน้ำที่มีอยู่ให้มั่นคงแข็งแรง และเตรียมเขื่อนกั้นน้ำเคลื่อนที่เร็วรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้น เสริมความมั่นใจว่าจะรับมือสถานการณ์น้ำปีนี้ได้ พร้อมข้อมูลที่ว่า ปริมาณน้ำปีนี้น้อยกว่าปี 2554 มีเพียงน้ำใต้เขื่อนในแม่น้ำเท่านั้นที่เพิ่มสูงขึ้นจนเอ่อท่วมบางพื้นที่ แต่เขื่อนยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมาก และยังไม่มีปัญหาน้ำทะเลหนุน เมื่อการเตรียมรับมือพร้อม สภาวะอากาศก็ไม่เลวร้ายจนเกินไป ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการอย่างถูกวิธีของรัฐเท่านั้นที่รอพิสูจน์เรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืน