ดังได้กล่าวไว้แล้วว่าเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนในสังคม
การจัดระบบความสัมพันธ์ทางสังคมรูปลักษณะใหม่ก็จะเกิดขึ้นตามมา พร้อมกันนั้นเอง จะส่งผลให้เกิดความต้องการที่จะสร้าง “ความหมายใหม่” ให้แก่ระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่ทำให้เราหมายรู้ได้ว่าสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งหรือไม่นั้นอยู่ตรงนี้ครับ ก็คือ การเปลี่ยนแปลงระบบ/สายใยความหมายของความสัมพันธ์ทางสังคม (System/Web of Meaning) หรือ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมนั่นเอง
แน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน “ทั้งหมด” ของสังคม บางส่วนของสังคมมีความเปลี่ยนแปลงมาก บางส่วนของสังคมยังไม่ได้รับผลกระทบของความเปลี่ยนแปลง บางส่วนอาจจะยังต้องการรักษาสถานภาพเดิมไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลง ความลักลั่นของความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะนำมาซึ่งความขัดแย้งหลายมิติในสังคม การทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงต้องพิจารณาในหลายด้านประกอบกัน
ความเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่เรียกกันว่า “ชนบท” ได้ทำให้เกิดการจัดระบบความสัมพันธ์ที่ “เสมอภาค” กันมากขึ้น แม้ว่าระบบอุปถัมภ์แบบเดิมที่กินระยะเวลายาวนาน อุปถัมภ์กันรอบด้าน จะเริ่มแปรเปลี่ยนมาสู่ความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์ที่มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงมาสู่การแลกเปลี่ยนที่ทำกันเป็นเรื่องๆ ไปและไม่จำเป็นต้องผูกพันกันยาวนาน แต่บนพื้นฐานการใช้ “สมบัติร่วมกัน” มาแต่ก่อนเก่า ก็ยังทำให้ระบบความหมายของความสัมพันธ์ทางสังคมลักษณะเดิมที่เน้นความช่วยเหลือเอื้อเฟื้อแบ่งปันกันยังคงดำรงอยู่ระดับหนึ่ง (เวลาใช้คำว่าระดับหนึ่ง ก็หมายความว่ายังรู้ไม่ชัดว่ายังอยู่ในระดับไหนครับ ขออภัยที่ใช้คำหลวมๆ แบบนี้ เพราะยังไม่รู้อย่างแท้จริง ขอเวลาหน่อยนะครับ)
ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในเขต “เมือง” ได้ทำให้ผู้คนปลดปล่อยชีวิตของตนให้มีเสรีภาพมากกว่าเดิม การทำมาหากินเลี้ยงชีพขึ้นอยู่กับศักยภาพส่วนตัวมากขึ้น ความสำนึกเชิง “ปัจเจกชน” ที่ครั้งหนึ่งเป็นสำนึกที่ผูกร่วมอยู่กับชาติได้เริ่มแปรเปลี่ยนออกเป็นอย่างน้อยสามกระแส กระแสแรก เป็นกลุ่มที่เชื่อมต่อ “ปัจเจกภาพ” กับกลุ่มย่อมของตนเท่านั้น กระแสที่สอง เป็นกลุ่มที่ยังคงเชื่อมต่อ “ปัจเจกภาพ” ของตนกับชาติในลักษณะที่เป็นกึ่งๆ พลเมืองกับ "ราษฎร" กระแสที่สามที่อาจจะยังมีจำนวนคนไม่มากนักหากเปรียบเทียบกับสองกระแสแรก แต่กลับเป็นผู้แสดงตนชัดเจนในสื่อสมัยใหม่ เป็นกลุ่มที่สร้าง “ปัจเจกภาพ” ใหม่ที่เชื่อมต่อกับ “สังคมและรัฐ” ในฐานะพลเมือง
ความเปลี่ยนแปลงในสำนึกเชิง “ปัจเจกชน” ที่เชื่อมต่อกับ "สังคม" ในหลายรูปแบบเช่นนี้ ได้ทำให้เกิดความแตกต่างในการให้ความหมายแก่ชีวิตของพวกเขาว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ขณะเดียวกัน สิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำก็สัมพันธ์อยู่กับความหมายใหม่ของ “สังคม” ซึ่งถูกมองไม่เหมือนกันอีกต่อไป
จินตนาการความสัมพันธ์ระหว่าง “ปัจเจกชน” กับ “สังคม” ที่แตกต่างกันออกไป ได้ทำให้เกิดความขัดแย้งใน “วัฒนธรรม” สูงมากขึ้นในสังคมไทยปัจจุบันโดยเฉพาะคนในพื้นที่ “เมือง”
หากพิจารณาภาพยนตร์ที่ได้รับการกล่าวขวัญในกลุ่มคนในพื้นที่ “เมือง” ก็จะพบว่ามีลำดับของการนำเสนอความขัดกันในการให้ความหมายแก่ “วัฒนธรรม” กล่าวได้ว่าเริ่มต้นจากคุณอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เรื่อยมาจนถึงภาพยนตร์ดังแห่งปีซึ่งการตีความ “แม่นาค” ใหม่ในเรื่อง “พี่มาก พระโขนง” (จริงๆ มีอีกหลายเรื่องนะครับ)
ประเด็นร้อนในแวดวงนักศึกษาและมหาวิทยาลัยก็แสดงให้เห็นถึงกระบวนการความพยายามให้ความหมายใหม่ทางวัฒนธรรม ที่ร้อนที่สุด ก็ได้แก่ การต่อต้านการบังคับแต่งการด้วยชุดนักศึกษา กระแสของการนำเสนอมุมมองและทัศนะที่ไม่ยอมรับวัฒนธรรมนักศึกษาได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง (แต่น่าตกใจที่การตอบโต้คุณอั๋ม เนโกะด้วยการใช้มาตรา 112 กับสิ่งที่ผ่านมาแล้วหลายเดือน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมนั้นไปได้ไกลมากทีเดียว)
ความเคลื่อนไหวในการให้ความหมายทาง “วัฒนธรรม” ในลักษณะใหม่เช่นนี้เกิดขึ้นเป็นระยะในสังคมไทย โดยเฉพาะในช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งการเกิดขึ้นแต่ละครั้งของการให้ความหมายใหม่ทาง “วัฒนธรรม” นี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้สังคมไทยต้องปรับเปลี่ยนความหมายของความสัมพันธ์ทางสังคมทุกครั้ง มากบ้างน้อยบ้างและแต่พลังของความเปลี่ยนแปลงนั้นๆ
ขบวนการนักศึกษาหลัง 14 ตุลาคม 2516 เรียกกระบวนการการให้ความหมายใหม่ทาง “วัฒนธรรม” นี้ว่า “แนวรบทางด้านวัฒนธรรม” ซึ่งปรากฏอย่างเด่นชัดในเพลงเพื่อชีวิต วรรณกรรมเพื่อชีวิต วารสารรูปแบบใหม่ ฯลฯ แม้ว่าขบวนการนักศึกษาสมัยนั้นไม่สามารถที่จะสร้างสรรค์สังคมที่ตนเองปรารถนาได้ แต่การสร้างแนวรบทางด้าน “วัฒนธรรม” นี้ก็ได้ส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ไม่ว่าจะถูกแปลงไปใช้ในกลุ่มที่เคยอยู่ตรงกันข้ามกัน หรือ ใช้เพื่อจรรโลงความคิดทำนองเดิม)
แนวรบทางวัฒนธรรมในวันนี้จะดำเนินต่อไปในทางใด ไม่มีใครรู้หรอกครับ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงในการให้ความหมายทาง “วัฒนธรรม” เช่นนี้ ก็หมายความได้ว่าโอกาสที่สังคมจะการหวนกลับไปให้เหมือนเดิมนั้นเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ความคิด ความฝัน ความหวัง ของผู้คนในสังคมไทยมีความหลากหลายเกินกว่าที่จะกำหนดให้คล้ายคลึงกันแบบเดิม ดังนั้น หากไม่คิดกันให้ดีในเรื่องความแตกต่างของ “วัฒนธรรม” สังคมไทยก็มีหวัง “ฆ่ากันกลางเมือง” อีกอย่างแน่นอน
ผมก็ไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ครับ เพียงแต่เนื่องจากแก่แล้ว จึงไม่อยากเห็นการฆ่ากันกลางเมืองอีกน่ะครับ จึงเสนอมาเพื่อให้ช่วยกันคิดครับ








