วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มองวิกฤติครั้งใหญ่หลังเวลาผ่านไปห้าปี

สัปดาห์นี้เป็นวาระครบรอบ 5 ปีของการล้มละลายของยักษ์ใหญ่ในภาคการเงินเลห์แมนบราเธอร์ส การล้มละลายนั้นจุดชนวนการถดถอยของเศรษฐกิจเกือบทั่วโลก

ซึ่งบางคนเรียกว่า วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ผู้เชี่ยวชาญมักอ่านกันว่าวิกฤติครั้งนี้ร้ายแรงรองลงมาจากมหาวิกฤติที่เกิดหลังการล่มสลายของตลาดหลักทรัพย์ในอเมริกาเมื่อตอนปลายปี 2472 เท่านั้น ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา การศึกษาเหตุปัจจัยของวิกฤติเป็นไปอย่างกว้างขวาง แต่ ณ วันนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ ทั้งนี้คงด้วยปัจจัยหลายประการ

ประการแรก ได้แก่ การชูธงไว้ล่วงหน้าว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งมักมีความเชื่อเบื้องต้นและอุดมการณ์ทางการเมืองเข้ามาบังตา อาทิเช่น ฝ่ายที่ยึดมั่นในความมหัศจรรย์ของระบบตลาดเสรีมองว่าต้นตอของปัญหามาจากรัฐบาลซึ่งเข้าไปก้าวก่ายในการทำงานของตลาดเสรี กลุ่มนี้จึงมองไปที่การใช้จ่ายของรัฐบาล การเก็บภาษี ระดับของหนี้สินของรัฐบาล การออกกฎเกณฑ์ควบคุมตลาดต่างๆ และการจ้างงานของภาครัฐเป็นหลัก ฝ่ายนี้มักเสนอต่อไปให้รัฐบาลลดภาษี ลดขนาดของรัฐบาล ลดการกู้ยืมของภาครัฐและลดการควบคุมบริษัทห้างร้านโดยเฉพาะสถาบันการเงินทั้งที่มีข้อมูลบ่งชัดว่าสถาบันการเงินเช่นเลห์แมนบราเธอร์สมีพฤติกรรมจำพวกผิดกฎหมาย หรือไม่ก็ล่อแหลมต่อการละเมิดจรรยาบรรณสูง ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มักบอกว่าปัญหามาจากการให้อิสระแก่ภาคเอกชนมากเกินไป ฉะนั้น จะต้องเพิ่มการควบคุมภาคเอกชนมากขึ้น

ประการที่สอง ได้แก่ การมุ่งเน้นไปในที่สิ่งต่างๆ ที่วัดออกมาเป็นตัวเลขได้เพื่อนำมาใช้ในการคำนวณ การมุ่งเน้นเช่นนี้ส่งผลให้ต้องละทิ้งสิ่งที่ไม่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ อาทิเช่น เรื่องพื้นฐานทางด้านจรรยาบรรณซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ชั้นรางวัลโนเบลโจเซฟ สติกลิตซ์ นำมาเสนอไว้ในหนังสือชื่อ Freefall: America, Free Markets, and the Sinking of the World Economy หลังเกิดวิกฤติ 2 ปี เขาสรุปว่า “การขาดดุลทางศีลธรรมจรรยา” (Moral Deficit) คือ ต้นตอสำคัญของปัญหา แต่หลังจากนั้นมา ประเด็นนี้ก็เงียบหายไปคงเนื่องจากมันวัดได้ยากมากและกรอบการศึกษาของวิชาเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ไม่รวมเรื่องฐานทางด้านจรรยาบรรณของระบบตลาดเสรีไว้ด้วย

เรื่องฐานทางด้านจรรยาบรรณมีความสำคัญยิ่ง แต่ก็ละกันไว้ในฐานที่เข้าใจว่าระบบตลาดเสรีจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อคนทำตามกฎเกณฑ์ของสังคม หรือไม่ฉ้อฉลเท่านั้น อดัม สมิธเองซึ่งนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์แนวตลาดเสรียกย่องว่าเป็นบิดาของวิชาเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ได้เน้นย้ำอะไรในหนังสือซึ่งถือกันว่าเป็นตำราเล่มแรก หรือคัมภีร์ของระบบตลาดเสรีชื่อ An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations ซึ่งมักรู้กันทั่วไปในวงเศรษฐศาสตร์ตามชื่อ The Wealth of Nations หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2319 อันเป็นปีที่สหรัฐประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ การที่ อดัม สมิธ ไม่พูดถึงฐานทางด้านจรรยาบรรณอาจเป็นเพราะก่อนที่จะเขียนเรื่อง The Wealth of Nations นั้นเขาได้เขียนตำราด้านจรรยาบรรณไว้แล้วชื่อ The Theory of Moral Sentiments การที่เขาไม่ได้เน้นเรื่องจรรยาบรรณนี้อาจมีผลทำให้เขากังวลในตอนบั้นปลายชีวิตว่า ความมั่งคั่งอันเกิดจากระบบตลาดเสรีจะมีผลร้ายเพราะมันจะทำให้คนฉ้อฉลเพิ่มขึ้น ผู้ที่ไม่มีโอกาสอ่านเรื่องแนวคิดของ อดัม สมิธ ในหนังสือสองเล่มนั้นอาจไปอ่านหนังสือชื่อ The Authentic Adam Smith ซึ่งมีบทคัดย่อภาษาไทยให้ดาวน์โหลดได้ฟรีที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.org

ประการที่สาม อาจมองได้ว่าเป็นการต่อยอดจากความกังวลของ อดัม สมิธ เรื่องความมั่งคั่งจะนำไปสู่ความฉ้อฉล หรือจะเรียกว่ามองให้ลึกลงไปกว่าเรื่องฐานทางจรรยาบรรณก็ได้ นั่นคือ เรื่องของกิเลสโดยเฉพาะความโลภและความหลงซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการสร้างความก้าวหน้าทางด้านวัตถุของมนุษย์เรา ความโลภและความหลงนำไปสู่ความไม่รู้จักพอทั้งทางด้านการสะสมทรัพย์สินในรูปต่างๆ และการบริโภครายวัน การกระทำเช่นนั้นนำไปสู่การเบียดเบียนซึ่งกันและกันและการทำลายธรรมชาติจนขาดสมดุลมากขึ้นเรื่อยๆ ความไม่สมดุลร้ายแรงในหลายๆ ด้านมาประกอบกันเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤติ เกี่ยวกับเรื่องนี้ เจฟฟรี่ แซคส์ ได้เสนอไว้ในหนังสือชื่อ The Price of Civilization: Reawakening American Virtue and Prosperity

ความโลภและความหลงเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ผู้มีเงินและมีอำนาจพยายามทำสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อให้ตนได้เปรียบคนอื่นอยู่เสมอ การกระทำเช่นนี้มีผลที่แสดงออกมาทางการกระจายรายได้ล่าสุดในสหรัฐ นั่นคือ ผลของการฟื้นขึ้นมาจากวิกฤติส่วนใหญ่ไปตกอยู่ในมือของผู้ที่ร่ำรวยอยู่แล้ว ในช่วงปี 2552-2555 ครอบครัวอเมริกันมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.6% แต่เมื่อมองให้ลึกลงไปพบว่า ผู้ที่มั่งคั่งที่สุด 1% ของประเทศรายได้เพิ่มขึ้นถึง 31.4% ส่วนอีก 99% รายได้เพิ่มขึ้นเพียง 0.4% เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ การกระจายรายได้จึงเอียงไปทางคนรวยเพิ่มขึ้นจนทำให้ผู้มั่งคั่งสูงสุด 1% แบ่งรายได้ของประเทศไปถึง 19%

หากมองตามข้อเสนอของโจเซฟ สติกลิตซ์และเจฟฟรี่ แซคส์ วิชาเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้คาดว่า หลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ครั้งนี้ผ่านไปไม่นาน จะมีวิกฤติอื่นผ่านมารวมทั้งวิกฤติต้มยำกุ้งครั้งที่สอง วิกฤติซูชิ วิกฤติโรตีแ ละวิกฤติติ่มซำ จะมองประเด็นนี้ว่าเป็นเรื่องขำขันก็ไม่เป็นไร แต่เตรียมตัวกันไว้บ้างก็น่าจะดี