หลังจากธนาคารกลางสหรัฐได้ประกาศนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing) หรือ QE เมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว
ค่ำวันนี้ ก็อาจจะถึงเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐเปลี่ยนโหมดมาสู่การลดขนาดของ QE บทความนี้จะขอประเมินถึงผลกระทบดังกล่าวต่อตลาดหุ้นและพันธบัตรในเบื้องต้น โดยที่ส่วนหนึ่งอาศัยสมมติฐานจากระดับผลกระทบต่อตลาดหุ้นและพันธบัตร อันเป็นผลพวงมาจากการผ่อนคลายเชิงปริมาณในช่วงก่อนหน้านี้
ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ขอพูดถึงช่องทางที่การลดขนาด QE จะสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดเงินและต่อเศรษฐกิจโดยรวม ช่องทางแรก ได้แก่ ช่องทางการส่งสัญญาณ ตรงนี้จะเห็นได้ชัดจากการประกาศความตั้งใจที่จะทำ QE Tapering ของนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ตกลงมากกว่าร้อยละ 20 ในอีกไม่ถึง 2 เดือนต่อมา รวมถึงอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐก็ขึ้นมาอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบหลายปี
ช่องทางที่สอง เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า เงินสดและสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ ไม่สามารถทดแทนกันโดยสมบูรณ์ได้ จะเห็นได้ว่าเมื่อการลดขนาดของ QE เกิดขึ้น เงินที่หายไปจากตลาดส่วนหนึ่งของนักลงทุน ย่อมส่งผลให้นักลงทุนต้องปรับพอร์ตของตนเองด้วยการลดการถือครองสินทรัพย์ทางการเงิน อาทิ พันธบัตร แน่นอนว่าการลดลงของราคาของพันธบัตรจากการขายพันธบัตรดังกล่าว ย่อมส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรดังกล่าวอยู่ในระดับที่สูงขึ้น ที่สำคัญย่อมจะไปชะลอให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลง
ช่องทางสุดท้ายสำหรับการลดขนาดของ QE ที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจ ได้แก่ ช่องทางทางการคลัง ตรงนี้ ประชาชนย่อมจะมีสิทธิมองว่าหากธนาคารกลางลดขนาด QE อย่างรวดเร็ว ย่อมจะเป็นการบอกเป็นรางๆ ว่ารัฐบาลคงต้องเตรียมจัดเก็บภาษีเพิ่มในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากจะหันมาพึ่งพาแหล่งเงินจากธนาคารกลางนั้นคงยากขึ้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนลดการจับจ่ายใช้สอย ส่งผลให้เศรษฐกิจ ตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้นมีแนวโน้มชะลอตัวลง ตรงนี้ จะสังเกตได้ว่าธนาคารกลางสหรัฐไม่บุ่มบ่ามในการลดขนาด QE รวมถึงย้ำอยู่บ่อยๆ ว่ากว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี เพราะกังวลถึงผลกระทบจากช่องทางนี้ ทว่าธนาคารกลางสหรัฐก็ต้องส่งสัญญาณการลด QE ออกมาก่อนบ้าง เพื่อไม่ให้ช่องทางแรกมีผลกระทบต่อตลาดมากเกินไป
ทีนี้ ก็มาถึงการประเมินของการลดขนาดของ QE ต่อตลาดพันธบัตรสหรัฐ ตรงนี้ ผมขอแบ่งการประเมินผลกระทบออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ผลกระทบเชิงจิตวิทยา และ ผลกระทบในแง่ของการที่ธนาคารกลางสหรัฐและตลาดมีปริมาณเงินที่ลดลงจากการลดขนาดของ QE
ในส่วนแรกนั้น หากพิจารณาจากการประกาศนโยบายเกี่ยวกับการผ่อนคลายเชิงปริมาณครั้งสำคัญๆ 8 ครั้งที่ผ่านมา จะพบว่า พันธบัตรสหรัฐและหน่วยงานภาครัฐ ตราสารที่มีสินเชื่อบ้านค้ำประกัน และอัตราดอกเบี้ยตราสารหนี้ภาคเอกชน จะมีอัตราดอกเบี้ยลดลงในวันรุ่งขึ้น แสดงไว้ดังรูปที่ 1 โดยที่ผลกระทบต่อพันธบัตรของหน่วยงานภาครัฐมีค่าสูงที่สุดต่อครั้ง ประมาณร้อยละ 0.2
ซึ่งตรงนี้ แรงส่งจากการประกาศความตั้งใจที่จะลดขนาด QE ได้ผ่องถ่ายไปบ้างแล้ว จะเห็นได้จากอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ได้ขยับสูงขึ้นไปร้อยละ 1.24 จากสิ้นเดือนเมษายนถึงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งจากการประกาศแผนการลดขนาด QE เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ผลกระทบทางจิตวิทยาจากการประกาศการลดขนาด QE ก็น่าจะประมาณไว้อยู่ที่ราวร้อยละ 0.2
สำหรับในส่วนที่สองนั้น พิจารณาจากรูปที่ 2 เส้นทึบสีน้ำเงิน แสดงประมาณการเส้นโค้งอัตราดอกเบี้ย เมื่อธนาคารกลางสหรัฐทำการผ่อนคลายเชิงปริมาณต่อไปเรื่อยๆ ส่วนเส้นทึบสีแดง แสดงประมาณการเส้นโค้งอัตราดอกเบี้ย เมื่อธนาคารกลางสหรัฐค่อยๆ ยกเลิกการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ในขณะที่เส้นปะสีแดง แสดงประมาณการเส้นโค้งอัตราดอกเบี้ยในช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 90 เมื่อธนาคารกลางสหรัฐค่อยๆ ยกเลิกการผ่อนคลายเชิงปริมาณ จะเห็นได้ว่า อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรอายุ 10-15 ปี สูงขึ้นอีกอย่างน้อยประมาณร้อยละ 0.5
สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นของตลาดเกิดใหม่ซึ่งรวมถึงไทยด้วยนั้น ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมที่ผ่านมา เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นดังกล่าวกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ดังรูปที่ 3 ในขณะที่ตลอดช่วง QE ที่ผ่านมา 3-4 ปี จากการประมาณการของธนาคารกลางยุโรป พบว่ามีเงินทุนไหลเข้าตลาดดังกล่าวมากกว่า 1.2 แสนล้านดอลลาร์ ตรงนี้ แสดงว่ายังมีช่องว่างให้ไหลออกอีก แต่จะไหลออกเร็วหรือช้าหรืออาจจะไม่ไหลออกเลยนั้น คงต้องขึ้นกับความเร็วและเงื่อนไขของการลดขนาด QE ของนายเบอร์นันเก้ที่น่าจะมีขึ้นในค่ำคืนนี้
ท้ายสุด สำหรับแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นนั้น จากรูปที่ 4 น่าสังเกตว่า ตลาดเกิดใหม่ในย่านเอเชีย ดัชนีหลักทรัพย์ยังลงไม่แรงมากเมื่อเทียบกับย่านละตินอเมริกา ซึ่งอาจตีความได้ว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดแถบบ้านเรายังคงแข็งแกร่งดีอยู่ หรือว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นในแถบนี้อาจยังไม่ได้เริ่มต้นครับ
หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ









