ตัวเลขการส่งออกของไทยช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.) ปีนี้ ซึ่งมีอัตราการเติบโตเพียง 0.6% เรียกว่า ห่างไกล จาก เป้าหมาย
ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้แบบไม่ต้องลุ้น ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องปรับแผนใหม่ โดยเรียก “ทูตพาณิชย์” เข้าหารือในวันที่ 23 ก.ย.นี้ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ พร้อมวางเป้าหมายการส่งออกในปีนี้ใหม่ จากเป้าเดิมที่วางไว้ 7-7.5%
การส่งออกที่ลดลง สวนทางกับความคาดหวัง โดยเฉพาะตัวเลขเดือน ก.ค. ที่หดตัว 1.48% นั้น สร้างความผิดหวังให้กับนักวิเคราะห์เป็นอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่มองว่า การส่งออกเดือนก.ค. น่าจะเริ่มกลับมาเป็นบวกได้แล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น ดังนั้น “ดีมานด์” หรือ ความต้องการในตลาดโลกก็น่าจะดีขึ้นตามไปด้วย
เพียงแต่ปัญหา คือ แม้เศรษฐกิจโลกฟื้น แต่การส่งออกของไทยกลับ “หดตัว” ...จึงเป็น “คำถาม” ที่น่าคิดว่า เกิดอะไรขึ้นกับภาคการส่งออกไทยกันแน่?
ถ้าดูกันรายสินค้า สาเหตุหลัก อาจเป็นผลจาก การส่งออก ข้าว ซึ่งทราบกันดีว่า เพราะนโยบายบางอย่างทำให้เราสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาไป ขณะที่ “ยางพารา” ก็หดตัวตามดีมานด์จาก จีน ที่ลดลง ประกอบกับสินค้าประมง เช่น กุ้ง ก็ยังมีปัญหาโรคระบาดทำให้ไทยไม่มีสินค้าส่งออกขายต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้ยังพอถูไถแก้ปัญหากันได้
เพียงแต่ตัวที่ควรโฟกัส หนักๆ จับตาดูกันดีๆ คือ ตัว “ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์” เพราะถ้าดูมูลค่าการส่งออกในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าหด ตัวลงต่อเนื่อง โดยเดือนก.ค.ที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกของสินค้าตัวนี้ หดตัวไปประมาณ 1.4% ขณะที่เดือนก่อนหน้า (มิ.ย.) หดตัวประมาณ 22.4% หรือถ้าจะดูแบบเฉลี่ยครึ่งแรกของปีนี้ ก็หดตัวลงประมาณ 9.3%
นอกจากนี้ ถ้าดูแบบเทียบกับมูลค่าการส่งออกโดยรวม ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์เคยมีสัดส่วนต่อมูลค่าการส่งออกรวมของประเทศสูงถึง 12.1% ในปี 2542 ถือเป็นหนึ่งใน “พระเอก” ที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากวิกฤติต้มยำกุ้งได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่ในช่วง 5 ปีหลังนี้ จะเห็นว่าสัดส่วนต่อมูลค่าการส่งออกรวมลดลงอย่างน่าใจหาย
ในปี 2551 และ 2552 สัดส่วนต่อมูลค่าการส่งออกรวมของฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์อยู่ที่ 9.1% ก่อนจะปรับลดลงมาเหลือ 8.3% ในปี 2553 และลดลงเหลือ 6.6% ในปี 2554 ขณะที่ปี 2555 มีสัดส่วนอยู่ที่ 7.3% กระทั่งล่าสุดเดือน ก.ค.56 สัดส่วนดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่ 7% เท่านั้น
ถามว่าเกิดอะไรขึ้น? ...ความจริงเรื่องนี้แบงก์ชาติ ส่งสัญญาณมานานแล้ว เพราะถ้าดูในรายงานเศรษฐกิจรายเดือนของแบงก์ชาติ ได้ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุการปรับลดลงของมูลค่าการส่งออกในสินค้าชนิดนี้ว่า เป็นผลจากรสนิยม ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหันมาใช้ “แทบเล็ต” หรือ “สมาร์ทโฟน” กันมากขึ้น ทำให้การใช้สินค้าประเภท คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ “พีซี” ที่มี “ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์” เป็นส่วนประกอบหลักลดลงตามไปด้วย
เรื่องนี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของผู้ผลิต ในวงการอิเล็กทรอนิกส์บางรายที่มองว่า ความนิยมใน “พีซี” กำลังปรับลดลงต่อเนื่อง โดยปี 2555 มียอดผลิตพีซีลดลงเหลือ 352 ล้านเครื่อง จากปี 2554 ที่มีการผลิตรวม 365 ล้านเครื่อง และคาดกันว่าในปี 2556 การผลิตพีซีจะลดลงเหลือเพียง 314 ล้านเครื่อง
ผู้บริหารแบงก์ชาติท่านหนึ่งบอกกับผมว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้น ทำให้การค้าโลกปรับตัวดีขึ้น แต่หากสินค้าที่เราผลิต ไม่ได้เป็นสินค้าที่ชาวโลกต้องการ การส่งออกของไทยก็คง “ต่ำกว่าเป้า” อยู่ดี .. ดังนั้นถ้าเรายังไม่ปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับเรื่องเหล่านี้ อย่าว่าแต่การเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ในตลาดโลกเลย เอาแค่รักษาแชร์เดิมไว้ก็เหนื่อยเต็มทนแล้ว!








