สถาบันการเงินยูบีเอส และสถาบันวิจัยเวลท์ เอ็กซ์ สำรวจจำนวนมหาเศรษฐีของโลกรวมถึงของไทย
พร้อมตัวเลขที่น่าสนใจว่า ประเทศไทยมีจำนวนมหาเศรษฐีใหม่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เขาบอกว่า ไทยเรามีอัตราการขยายตัวของมหาเศรษฐี ใช่วงปี 2555-2556 สูงถึง 15% คือเพิ่มจาก 635 คนเป็น 720 คนในวันนี้
อีกทั้งยังเปิดเผยด้วยว่า ปริมาณทรัพย์สินที่มหาเศรษฐีของไทยครอบครองก็เพิ่มขึ้นด้วย ประเมินว่ามหาเศรษฐีไทยถือครองทรัพย์สินรวมกันราว 110,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.52 ล้านล้านบาท เพิ่มจาก 95,000 ล้านเหรียญหรือ 3.04 ล้านล้านบาทในปีก่อน
ผมอ่านข่าวชิ้นนี้แล้วเกิดความไม่แน่ใจว่า เป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายสำหรับสังคมไทยในภาพรวม เพราะขณะที่เรามีมหาเศรษฐีไทย (เขาใช้เกณฑ์มีทรัพย์สิน 30 ล้านเหรียญหรือประมาณ 900 ล้านบาทขึ้นไปวัด) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ, ตัวเลขของ “หนี้ครัวเรือน” ของคนไทยก็เพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวลเช่นกัน
แปลว่า “ช่องว่าง” ระหว่างคนร่ำรวยสุด ๆ กับชนชั้นกลางและคนจนทำท่าว่าจะขยายตัวออกไปซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีแน่สำหรับความพยายามจะสร้าง “สังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรม” ที่นักการเมืองอ้างเป็นสัญญากับประชาคมไทยมาตลอด
สถิติของธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่า หนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเร่งมากขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ล่าสุดปี 2555 อยู่ที่ 78% ของ GDP หรือผลผลิตมวลรวมของประเทศ
คำว่า “หนี้ครัวเรือน” นั้น แบงก์ชาติให้คำนิยามว่าเป็น “เงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนของสถาบันการเงินต่างๆ”
มีการถกแถลงจากฝ่ายรัฐบาลบางคนว่า ตัวเลขของธนาคารกลางอาจจะกว้างเกินไป เพราะเงินกู้บางอย่างของส่วนบุคคลนั้นไม่ควรนับรวมอยู่ในสถิตินี้ด้วย
แต่ไม่ว่าจะตีความคำว่า “หนี้ครัวเรือน” อย่างไร, ความจริงก็คือว่าคนไทยทั้งส่วนตัวและในฐานะคนของครัวเรือนก็สร้างหนี้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุหนึ่งมาจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลหลายด้านที่ทำให้การกู้ยืมเงินกลายเป็นเรื่องปกติของชีวิตทันสมัยของคนในประเทศนี้
คนของธนาคารแห่งประเทศไทย วิเคราะห์ว่า หากการก่อหนี้ขยายตัวเร็วและมากกว่าการขยายตัวของรายได้อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันสถานการณ์เช่นนี้จะนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการก่อหนี้เกินตัวได้ในอนาคต
และเป็นไปได้ว่าการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนอาจกลายเป็นสาเหตุส่งเสริมให้เกิดภาวะ “ฟองสบู่” ในราคาหลักทรัพย์ได้ หากการกู้ยืมนั้นเป็นการนำมาลงทุนและเก็งกำไรในหลักทรัพย์
ในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น การสร้างหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วนอาจไม่แสดงอาการน่าเป็นห่วง เพราะอะไร ๆ ก็ดูดีไปหมด และโรคบางอย่างก็ถูกแฝงไว้ในบรรยากาศแห่งความคึกคัก และการวาดภาพทางบวกในเกือบทุกด้าน
แต่ในช่วงขาลงของวัฏจักรเศรษฐกิจ หรือหากเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว และอัตราว่างงานสูงขึ้น ผลที่ตามมาก็คือรายได้ภาคครัวเรือนจะหดตัวลงกะทันหัน
สิ่งที่เกิดขึ้นคือความสามารถชำระหนี้ของครัวเรือนจะลดลงตามทันที และระดับการบริโภคก็จะหดตัวตามอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ที่สำคัญคือนิสัยการใช้จ่ายเกินตัวเป็นอาการของสังคมที่ไม่รู้จักความพอเพียงซึ่งนำไปสู่ค่านิยมของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ได้, และยอมรับพฤติกรรมฉ้อฉล และทุจริตประพฤติมิชอบมากขึ้น เพราะความโลภจะเข้ามาครอบงำวิธีคิด และวิถีปฎิบัติของผู้คนในสังคมได้
จำนวนมหาเศรษฐีไทยที่มีอัตราเพิ่มขึ้นสูงสุดในเอเชียอาคเนย์ อาจจะกำลังบอกเราว่า ความมั่งคั่งของประเทศกำลังกระจุกตัวในกลุ่มคนเพียงน้อยนิด และทรัพย์สินที่พวกเขาสั่งสมขึ้นมาได้นั้นย่อมหนีไม่พ้นว่าเป็นการสะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมที่มีเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งรัดเช่นนั้นเหมือนกัน
ทรัพย์สิน, ที่ดิน, โอกาสทางธุรกิจระดับใหญ่ ๆ ของประเทศนี้กระจุกตัวอยู่ที่คนไม่กี่ตระกูลที่ยังไม่เห็นปัญหาของความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของสังคม และยิ่งมหาเศรษฐีไทยมีอำนาจต่อรองเหนือการเมือง และชนชั้นกลางอื่น ๆ มากเท่าไร, “ดุลแห่งสังคม” ก็ยิ่งจะเอียงกระเท่เร่มากขึ้นเท่านั้น
การที่จำนวน “ผู้ประกอบการ” ระดับกลางและล่างไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่ากับจำนวน “มหาเศรษฐี” ย่อมสะท้อนถึงปัญหาของความไม่เสมอภาคของสังคม และหากสังคมไทยโตไปในลักษณะอย่างนี้ต่อไป, การลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องความเท่าเทียมและให้เศรษฐี “รู้จักพอ” จะมาในทุกรูปแบบ...
และกรณีศึกษาของการเปลี่ยนแปลงอย่างร้อนแรงจากหลาย ๆ ประเทศในโลกช่วงสองสามปีที่ผ่านมาควรจะเป็นเครื่องเตือนใจคนรวยของประเทศไทยทั้งหลายได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบและการเสียสละเพื่อส่วนอื่น ๆ ของสังคมอย่างจริงจัง








