วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สหรัฐกับก้าวต่อไปในซีเรีย

ก่อนจะไปถึงนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐในมุมมองของ ส.ส. แทมมี ดักเวิร์ธ ต่อจากฉบับที่แล้ว ในช่วงนี้มีประเด็นเร่งด่วนเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา

ที่น่าติดตามจึงขอนำมาแทรกไว้ล่วงหน้าในสัปดาห์นี้ แต่ผู้แปลเองก็ไม่แน่ใจว่า เมื่อถึงเวลาตีพิมพ์แล้ว อาจจะมีความคืบหน้าจากสภาของสหรัฐฯ แล้วก็เป็นได้

การสังหารชีวิตผู้บริสุทธิ์กว่าแสนคนและการทำให้ประชาชน 3 ล้านคนกลายเป็นผู้พลัดถิ่น รวมถึงอีก 2 ล้านคนต้องเป็นผู้ลี้ภัยในต่างแดน โดยครึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเด็กผู้ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาระดับนานาชาติในครั้งนี้แต่พลอยต้องได้รับผลกระทบจากการกระทำของผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน สถิติเพียงเท่านี้เพียงพอที่จะทำให้กองกำลังผสมนำโดยกองทัพสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงการเมืองภายในของซีเรีย ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้เคยปรากฏมาแล้วในอดีต หากแต่ว่าปัญหาทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโอบามาต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทางการทหารที่ไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม ความสูญเสียจำนวนมากในเมือง Ghouta ย่านชานเมือง Damascus เป็นข้อยกเว้น สงครามกลางเมืองในซีเรียไม่ได้เป็นปัญหาในประเทศของซีเรียเท่านั้น ความรุนแรงของการปะทะกันของกองทัพและประชาชนได้ขยายแผ่ความรุนแรงและยกระดับขึ้นเป็นปัญหาระดับนานาชาติหนึ่งปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโอบามาได้กำหนด Red Line หรือข้อบังคับสำหรับประธานาธิบดีอัสซาดไม่ให้มีการใช้อาวุธเคมีในการปราบปรามความไม่สงบในประเทศ โดยคาดหวังว่าสิ่งที่ประธานาธิบดีโอบามาและประชาคมโลกเกรงกลัวคือการใช้อาวุธเคมีเพื่อปราบปรามผู้ต่อต้านในซีเรียจะไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีอัสซาดได้ฝ่าฝืนข้อกำหนดนี้ในวันที่ 21 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา เมื่อกองกำลังของรัฐบาลเข้าโจมตีกลุ่มผู้ต่อต้านและประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ซึ่งทำให้ประธานาธิบดีโอบามาไม่สามารถวางเฉยได้อีกต่อไป

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีอัสซาดละเมิดข้อบังคับดังกล่าว ประธานาธิบดีโอบามาเองก็ต้องเผชิญกับกระแสสังคมทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ขัดแย้งภายในสหรัฐฯ โดย แนนซี เพโลซี กลุ่มเสรีนิยมจากพรรคเดียวกัน ถึงความเชื่องช้าในการตอบสนองต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะที่ฝ่ายอนุรักษนิยมจากพรรครีพับลิกันอย่าง จอห์น แม็กเคน และ บิล โอเรียลลี สนับสนุนการโจมตีแบบเด็ดขาดเพื่อป้องกันการยกระดับการใช้อาวุธทำลายล้างโดยรัฐบาลซีเรีย การตัดสินใจในครั้งนี้จึงส่งผลต่อความมั่นคงของเก้าอี้ประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ในระดับนานาชาติ ประธานาธิบดีโอบามาคิดว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบชีวิตผู้บริสุทธิ์หลายล้านคนที่อยู่ในอันตรายจากการโจมตีของกองกำลังของประธานาธิบดีอัสซาด แต่ในความเป็นจริงแล้ว นอกเหนือจากประชาชนชาวซีเรีย อาจจะมีอีกหลายพันล้านชีวิตทั่วโลกที่ตกอยู่ในอันตราย หากประธานาธิบดีโอบามาตัดสินใจจะนำกองทัพสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามอีกครั้ง ในสงครามกลางเมืองของซีเรีย ผู้ต้องสงสัยที่มีคาดว่าจะมีบทบาทสูงได้แก่ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จากอิหร่าน อัลเคดาในตุรกีและซาอุดีอาระเบีย หากแต่ว่าการแทรกแซงของสหรัฐในซีเรียจะนำไปสู่ผลกระทบระยะยาวซึ่งจะส่งผลต่อเขตแดนและความมั่งคงระหว่างประเทศที่รุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน อิรัก และลิเบีย

ศัตรูของสหรัฐฯ ทั้งในที่ “เป็นอยู่” และ “เคยเป็น” ต่างมีผลประโยชน์มหาศาลในซีเรียและอาจจะลุกขึ้นต่อสู้และปกป้องผลประโยชน์ของตนหากมีการแทรกแซงโดยกองทัพสหรัฐฯ ยกตัวอย่างเช่น อิหร่านจะถือเป็นโอกาสอันดีในการปลุกระดมกลุ่มต่อต้านชาติตะวันตกและริเริ่มโครงการประกาศแสนยานุภาพทางอาวุธนิวเคลียร์ ในขณะที่รัสเซียซึ่งยืนหยัดปกป้องรัฐบาลของประธานาธิบดีอัสซาดและป้ายความผิดในการใช้อาวุธเคมีให้กับฝ่ายตรงข้าม การกลับมามีบทบาทในเวทีการเมืองโลกนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัสเซีย อิหร่าน และอาจรวมไปถึงจีน จะต่อต้านการแทรกแซงโดยสหรัฐฯ ในซีเรียโดยกลวิธีทางการทูต

กลยุทธ์ทางเศรษฐกิจหรือแม้กระทั่งด้วยกองกำลังทหาร การแทรกแซงใดๆ ในซีเรียจะมีผลเพียงกระตุ้นความรุนแรงจากฝ่ายต่อต้านสหรัฐฯ เท่านั้น

แม้ว่าภาพถ่ายอันน่าสยดสยองจาก Ghouta จะถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก สหรัฐฯ ยังต้องหยุดความทะเยอทะยานในการต้องการเป็นผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนและผู้พิทักษ์สันติภาพโลกไว้ก่อน และพิจารณาถึงผลที่จะตามมาจากการกระทำในระยะยาวที่จะเกิดขึ้นหากมีการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงการเข้าไปแทรกแซงของสหรัฐฯ อาจจะเป็นตัวเร่งความขัดแย้งในภูมิภาคให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ในการออกนโยบายเกี่ยวกับซีเรีย ประธานาธิบดีโอบามาจะต้องยิ่งระมัดระวังทั้งผลประโยชน์ของประเทศ รวมไปถึงความนิยมและคะแนนเสียงของประชาชนต่อตัวเองและพรรคเดโมแครตด้วย ความยืดเยื้อของสงครามในซีเรียจะส่งผลรุนแรงไม่เพียงแต่กับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่จะแพร่กระจายเข้าสู่ระบบระหว่างประเทศอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

Hans Morgenthau นักวิชาการสัจนิยมคลาสสิกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เขียนคู่มือเกี่ยวกับการรับมือกับความท้าทายระหว่างประเทศในช่วงเวลาที่ความแตกแยกทางความคิดมีความรุนแรง ซึ่งสังคมโลกปัจจุบันกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกัน เขาแนะนำว่าการร่างนโยบายต่างประเทศ จะไม่อยู่ภายใต้การชี้นำ อคติ หรือความรู้สึกส่วนตัว เพราะนโยบายที่ได้จะยิ่งนำไปสู่ความรุนแรงในระดับที่สูงขึ้น หากรัฐจำเป็นต้องวางนโยบายบนพื้นฐานของความรอบคอบและความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย

ในช่วงเวลานี้ ประธานาธิบดีโอบามาควรให้ความใส่ใจกับคำแนะนำของ Morgenthau และหยุดฟังเสียงของนักวิชาการหัวรุนแรงและนักการเมืองผู้เคร่งอุดมการณ์ที่พยายามหาเหตุผลเพื่อให้กองทัพสหรัฐฯ โจมตีซีเรีย แต่ควรหันมาสนใจกับการวางยุทธศาสตร์อย่างระมัดระวังและสมเหตุสมผลรวมถึงทบทวนบทเรียนที่สหรัฐฯ เคยประสบมาก่อนหน้านี้ หลักๆ แล้วประธานาธิบดีโอบามาควรต้องให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว ควรใช้เหตุผลนำหน้าความอหังการทางการเมืองและอำนาจ และแก้ปัญหาอย่างสุขุมมากกว่าการแก้ปัญหาด้วยวิธีส่วนตัว การละเลยข้อปฏิบัติเหล่านี้จะส่งผลกระทบทางลบในระยะยาวต่อสวัสดิการของประเทศและประชาชนสหรัฐฯ เอง

ภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังเข้าใกล้การเป็นคาบสมุทรบอลข่านแห่งศตวรรษที่ 21 ด้วยเหตุผลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ศาสนา และเศรษฐกิจที่รอการปะทุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าใกล้ “Red Line” เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนตัดสินใจจะก้าวต่อไป โอบามาต้องมั่นใจว่าผู้เสียชีวิตใน Ghouta จะไม่เป็นฟรานซ์เฟอดินานส์แห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งจุดชนวนสงครามโลกครั้งที่ 1 มาแล้วในอดีต