วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนวรบด้านวัฒนธรรม : เหตุการณ์กำลังเปลี่ยนแปลง (1)

ขอเริ่มต้นด้วยการให้นิยามความหนายของคำว่า “วัฒนธรรม” คือ ระบบ/สายใยความหมายของความสัมพันธ์ทางสังคม (System /Web of Meaning)

เพื่อทำให้มองความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในมุมมองที่กว้างขวางขึ้น

เราจะเห็นได้ว่าเมื่อใดก็ตามที่เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและนำมาซึ่งการต่อสู้ทางการเมือง เมื่อนั้นการนำเสนอระบบ/สายใยความหมายของความสัมพันธ์ทางสังคม (System /Web of Meaning) ชุดใหม่ก็จะปรากฏตัวเสมอ เพราะความต้องการที่จะจัดระบบ/สายใยความสัมพันธ์ทางสังคมลักษณะใหม่ให้สอดคล้องไปกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจำเป็นที่จะต้อง “ถอดถอน” ความหมายเดิมของระบบ/สายใยความหมายของความสัมพันธ์ทางสังคมเดิมออก เพื่อที่จะ “ใส่” ความหมายใหม่เข้าไปแทนที่

สังคมมนุษย์ดำรงอยู่ได้ด้วยพลังที่ถักสานกันในหลายด้าน ด้านที่สำคัญมาก ได้แก่ การสร้างความหมายให้แก่คน (ทั้งส่วนบุคคลและความหมายนามธรรม อันได้แก่ ความหมายรวมของความเป็นคน) และสังคมว่าสังคมที่ดีที่เหมาะสมนั้น คนจะต้องสัมพันธ์กันในลักษณะใด ขณะเดียวกัน ก็ได้ทำให้ตระหนักว่าหากไม่จัดความสัมพันธ์ตามที่ถูกสร้างและ “ฝัง” เอาไว้ในระบบความรู้สึก ก็จะเกิดผลเสียทั้งต่อคนและสังคมโดยรวม

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ความพยายามจะจรรโลงความสัมพันธ์ทางสังคมช่วงหนึ่งไว้ไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เพราะต้องการจรรโลงระบบเศรษฐกิจและการเมืองแบบเก่าเอาไว้ จึงทำให้เน้นความหมายของวัฒนธรรมให้แคบลงเหลือเพียง “ความดีงามที่ดำเนินมาและต้องรักษาไว้ให้ได้” โดยไม่พยายามมองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นนอกกรอบระบบ/สายใยของความหมายที่วางเอาไว้จะถูกประฌาม/กีดกัน/และทำลายไปในที่สุด

แต่ขณะเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ทำให้ทุกคนได้เปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ในสังคมมากขึ้น การจัดความสัมพันธ์ทางสังคมแบบใหม่ได้ตั้งมั่นขึ้น การดำรงอยู่ในชีวิตจริงทางสังคมเศรษฐกิจเช่นนี้ทำให้ต้องอธิบายและให้ความหมายใหม่ต่อระบบ/สายใยความหมายของความสัมพันธ์ทางสังคม จึงทำให้การประฌาม/กีดกันรวมทั้งความพยายามที่จะทำลายระบบ/สายใยความหมายชุดใหม่ทำได้ไม่ง่ายนัก

การปะทะกันระหว่างระบบ/สายใยของความหมายความสัมพันธ์ทางสังคมที่ถูก “ฝัง” เอาไว้ และระบบ-สายใยชุดใหม่ที่ก่อกำเนิดขึ้นมา จะแสดงออกให้เห็นในทุกมิติของสังคมเป็นรูปของความขัดแย้งในระบบการให้คุณค่าทุกเรื่องในของชีวิตจริง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่ยังคงมีการชักเย่อกันระหว่างโครงสร้างผู้ควบคุมอำนาจเดิมกับคนกลุ่มใหม่ที่ต้องการพื้นที่และอำนาจทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น

ความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนในสังคมอย่างลึกซึ้ง และได้ปะทุออกมาทางการเมืองหลังการยุบพรรคการเมืองที่ถูกถือว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้กำลังอยู่ในความเปลี่ยนแปลง (การศึกษาการเมืองร่วมสมัยจะให้น้ำหนักการเคลื่อนไหวของคนธรรมดาว่ามาจากการต่อต้านรัฐประหารกันยายน 2549 แต่ผมให้ความสำคัญต่อการยุบพรรคการเมือง “ไทยรักไทย” พฤษภาคม 2550 มากกว่า เอาไว้มีโอกาสจะเขียนอธิบายครับ)

ความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยได้จำกัดวงอยู่เฉพาะในพื้นที่ชนบท แต่มิติความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเกิดขึ้นในพื้นที่ “เมือง” อย่างลึกซึ้งด้วยเช่นกัน (จริงๆ แล้ว ความคิดคู้ตรงกันข้ามเรื่อง “เมือง” “ชนบท” หมดพลังในการอธิบายไปแล้ว) เนื่องจากว่าในช่วงหลังนี้ การศึกษาความเปลี่ยนแปลงในชนบทมีมากมายแล้ว (รวมทั้งบทความของผู้เขียนในช่วงเจ็ด-แปดปีที่ผ่านมา) จึงขอเลือกความเปลี่ยนแปลงบางด้านของชีวิตคนในเมืองมาอธิบายความเปลี่ยนแปลงของ “วัฒนธรรม”

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ทำให้คนในเมืองมองว่าอนาคตของคนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบราชการ และบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น โอกาสทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างมากขึ้นทำให้อาชีพการจ้างตนเองด้วยกิจการที่ตนเองปรารถนากลายเป็นความฝันของผู้คนจำนวนมากขึ้น นักศึกษาในปัจจุบันจำนวนไม่น้อยฝันถึงการเปิดร้านกาแฟขนาดเล็กๆ แต่งสวยๆ มีมุมสบายๆ ให้แขกได้อ่านหนังสือ การขายของเล็กๆ น้อยๆ ตามถนนคนเดินและตลาดนัดชนชั้นกลางกลายเป็นยุทธวิธีการสะสมทุนเบื้องต้น พร้อมกันนั้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นยิ่งทำให้คนจำนวนไม่น้อยมีความกังวลต่อการหาเลี้ยงชีพน้อยลง ตามไปด้วย

โอกาสในการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนในระบบเศรษฐกิจแบบเปิดโอกาสมากขึ้นเช่นนี้ ได้ทำให้ผู้คนเริ่มถักทอสายใยความสัมพันธ์ทางสังคมชุดใหม่ขึ้นมาอย่างน้อยในสองด้านด้วยกัน ด้านแรก เป็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่วางลำดับชั้นผู้คนด้วยความสามารถส่วนบุคคลมากขึ้น การบริโภคสินค้าแบรนด์เนมที่ทวีมากขึ้นในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำก็คือปรากฏการณ์ของการแสดงตนเองได้สร้างสรรค์ตนเองให้ก้าวหน้ามากกว่าคนอื่นเพราะความสามารถส่วนตนแท้ๆ

ในอีกด้านหนึ่ง การประสบผลสำเร็จของผู้คนบนความสามารถส่วนตนก็ต้องการ "ความเสมอภาค" ทางสังคมด้วย อย่างน้อยที่สุด กลไกของรัฐจะต้องทำให้รู้สึกได้ถึง “ความเป็นธรรม-เสมอภาค” เพื่อที่จะกำจัดปัจจัยที่คุกคามความรู้สึกของโอกาสในการสรรค์สร้างตนเอง ดังที่เห็นถึงกระแสการประฌามคนรวยที่ทำผิดกฎหมาย เช่น คุณหมูแฮม เป็นต้น

ความเปลี่ยนแปลงทั้งในชนบทและเมืองได้ทำให้เกิดความสั่นไหวในโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมแบบเดิมอย่างมาก ขณะก็ได้ส่งผลให้เกิดกระบวนการสร้างระบบความหมายใหม่เพื่อที่จะอธิบายความสัมพันธ์ทางสังคมชุดใหม่นี้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ ความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นได้ทำให้เกิดกระบวนการสร้าง “วัฒนธรรม” ใหม่ขึ้นมา

กระบวนการสร้าง “วัฒนธรรมใหม่” นี้ได้เริ่มต้นด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ “วัฒนธรรมเก่า” โดยชี้ให้สังคมโดยรวมเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องคิดกันใหม่ในเรื่องของระบบความหมายในความสัมพันธ์ทางสังคม และการเริ่มต้นนี้เราอาจจะเรียนได้ว่าเป็นการเปิด “แนวรบทางด้านวัฒนธรรม” ซึ่งเคยเกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา

ขอต่อคราวหน้าครับ