วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สังคมยังตีตรา ผู้ติดเชื้อเอดส์

วันก่อนมีโอกาสเข้าไปร่วมนั่งรับฟังแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ที่ทำงานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอดส์

ซึ่งจะว่าไปแล้วเรื่องเอดส์ในสังคมไทยเกิดขึ้นและผ่านมานาน 10 กว่าปี แต่ดูเหมือนว่าสังคมไทยไม่ได้เรียนรู้หรือเข้าใจปัญหาผู้ติดเชื้อเอดส์มากนัก

เดิมเชื่อว่าด้วยเวลา และการณรงค์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะทำให้การรับรู้ของสังคมต่อผู้ติดเชื้อเอดส์ดีขึ้นทั้งในแง่ของความรู้ที่เกี่ยวกับการแพร่เชื้อ หรือ การป้องกันรวมไปถึงทัศนคติที่รังเกียจ

แต่หลังจากร่วมพูดคุยกับผู้ที่ทำงานคลุกคลีกับผู้ติดเชื้อมาอย่างยาวนาน กลับพบว่าการรับรู้ของคนในสังคมต่อผู้ติดเชื้อไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบ จากเดิมที่เคยรังเกียจไม่เข้าใจ กีดกันออกจากสังคม ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสงสารเวทนา แต่หากไม่จำเป็นก็ไม่อยากอยู่ใกล้หรือกีดกันให้ออกจากสังคมเพื่อป้องกันตัวเอง

การตีตราที่เปลี่ยนรูปแบบเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างระเบียบกฎเกณฑ์เพื่อขีดเส้นให้คนเหล่านี้ออกนอกวงเช่น การกำหนดให้มีการตรวจเลือดก่อนเข้าทำงาน หรือเข้าโรงเรียน

ระเบียบเหล่านี้แม้หน่วยงานจะมีเหตุผลไม่ต้องการให้เกิดปัญหาภายหลังแต่ในทางตรงข้ามคือการตีตราและละเมิดสิทธิ์ของผู้ติดเชื้อ ปิดโอกาสในการทำงานเช่นคนปกติทั่วไป เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากยังคงไม่กล้าเปิดเผยตัวตน

เพื่อนที่ทำงานในเครือข่ายผู้ติดเชื้อบอกว่า ปัจจุบันผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตยืดยาวได้เช่นเดียวกับคนปกติเพราะว่ายาและนวัตกรรมการรักษาทำให้ผู้ติดเชื้อไม่แตกต่างจากคนทั่วไป สามารถมีลูกมีครอบครัวได้ เพราะปัจจุบันมียาเอดส์ที่ป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก

จากเดิมหากไม่กินยาต้านไวรัสขณะตั้งครรภ์ลูกมีอัตราการติดเชื้อสูง 30 % แต่หากใช้ยาต้านไวรัส และรักษาตามวิธีการด้วยการฝากครรภ์ตั้งแต่แรกพบว่าอัตราการติดเชื้อเหลือเพียง 0-2% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากที่ลูกที่เกิดมาจะติดเชื้อได้ จึงบอกได้ว่าผู้ติดเชื้อเอดส์ไม่เพียงมีชีวิตยืดยาวได้เท่านั้นหากยังหมายถึง สามารถมีครอบครัว มีความฝันเหมือนเช่นคนปกติทั่วไป

ที่ต้องสาธยายมามากขนาดนี้เพราะจะว่าไปแล้ว ความเข้าใจของสังคมที่เกี่ยวกับผู้ติดเชื้อมีน้อยจริงๆ เพราะผู้เขียนเองถึงจะติดตามปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่องบางครั้งก็คิดเอาเองว่าเรื่องเอดส์ในสังคมไทยไม่มีปัญหา เพราะปัจจุบันเรามีหลักประกันสุขภาพ การเข้าถึงยาและการรักษาไม่น่าจะมีเหมือนเช่นอดีต

แต่ลืมไปว่าปัญหาใหญ่ของผู้ติดเชื้อไม่ใช่เรื่องของการเข้าถึงยาแม้ว่าปัจจุบันก็มีอยู่บ้าง เพราะที่ใหญ่กว่าคือการตีตราของสังคมในรูปแบบที่พัฒนามากขึ้นมากกว่า

นอกจากนี้ปัญหาที่สังคมลืมคือ เด็กที่ติดเชื้อจากแม่ตั้งแต่เกิด ปัจจุบันเด็กกลุ่มนี้มีประมาณ 1.5 หมื่นคน (คร่าวๆ) เดิมเราเคยเชื่อว่าเด็กเหล่านี้จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานแต่ด้วยวิวัฒนาการของยาทำให้เด็กกลุ่มนี้มีอายุยืนยาว ปัจจุบันอายุสูงสุดของเขาคือ 24-25 ปี แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวัยรุ่น 13-15 ปี

เด็กกลุ่มนี้ต้องการชีวิตและความฝันเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป ที่ต้องการมีความรัก มีครอบครัว มีหน้าที่การงานที่ดี แต่สิ่งที่เขาพบคือปราการและเงื่อนไขของสังคมที่ตีตราขีดเส้น ด้วยระเบียบต่างๆ เช่นการตรวจเลือดก่อนทำงาน ก่อนเรียนหนังสือ เด็กหลายคนมีชีวิตอยู่ด้วยการแบกสิ่งเหล่านี้ไม่กล้าบอกเพื่อน ไม่กล้าบอกแฟนเพราะไม่มั่นใจว่าจะถูกรังเกียจและกีดกันออกจากสังคมหรือไม่

คงต้องบอกว่า สังคมยังตรีตาผู้ติดเชื้อเหมือนเดิม จึงถึงเวลาที่สังคมต้องเรียนรู้และเปิดรับเขาอย่างคนปกติด้วยการปลดเงื่อนไขที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถมาอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์