ผลการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาโดย World Economic Forum (WEF) ที่ยกให้ไทยเป็นอันดับบ๊วยใน 8 ประเทศของอาเซียน (ไม่นับพม่าและลาว)
กลายเป็นประเด็นร้อนที่กระทรวงศึกษาธิการต้องรับไปคิดต่อ ความจริงแล้วปัญหาคุณภาพการศึกษาในบ้านเรา ไม่ใช่เรื่องใหม่ คะแนนสอบ PISA TIMSS หรือแม้แต่คะแนน O-Net ชี้ไปในทางเดียวกันว่า คุณภาพการศึกษาของเรานับวันมีแต่จะแย่ลง แต่ที่เราต้องตอบให้ได้คือ ตอนนี้คุณภาพการศึกษาของเราถึงขั้นบ๊วยเหมือนที่ WEF จัดอันดับเราจริงหรือเปล่า?
ก่อนจะฟันธงอะไรลงไป เราต้องเข้าใจก่อนว่า การจัดอันดับครั้งนี้ของ WEF เป็นผลจากการถามนักธุรกิจด้วยคำถามว่า “ท่านคิดว่าระบบการศึกษาในประเทศของท่านสามารถตอบสนองต่อการเสริมสร้างความสามารถการแข่งขันของประเทศได้ดีเพียงใด” โดยการตอบจะมีเกณฑ์คะแนนให้เลือกตั้งแต่ 1 ถึง 7 คะแนน คะแนนที่ต่ำแสดงถึงระดับการตอบสนองที่น้อย คะแนนที่สูงแสดงถึงระดับการตอบสนองที่ดีขึ้น ดังนั้น คะแนนการจัดอันดับที่ได้ จึงเป็นเพียงความคิดเห็น โดยเทียบกับความคาดหวังของผู้ตอบ ไม่ได้ตั้งอยู่บนการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยตรง ซึ่งต่างกับการสอบ PISA ที่เป็นการวัดความสามารถในการใช้ความรู้ ไม่ได้วัดความจำ หรือความสามารถในเชิงเทคนิค
ตารางที่นำเสนอ แสดงผลคะแนนของ WEF และคะแนนสอบด้านการอ่านของ PISA ปี 2009 หากนำคะแนน 2 ชุดนี้มาเทียบกัน จะเห็นทั้งความสอดคล้องและความขัดแย้ง ความสอดคล้องก็คือ ไม่ว่าจะใช้ผลของ WEF หรือ PISA มาเป็นไม้บรรทัดวัด สิงคโปร์ก็ยังคงเป็นที่หนึ่งในอาเซียน ส่วนความขัดแย้งคือ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งมีอันดับ WEF สูงกว่าเรา กลับมีคะแนน PISA ต่ำกว่า
ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ควรตีความผลที่ได้ว่า “คุณภาพการศึกษาของไทยแย่ที่สุดในอาเซียน” แต่ควรตีความว่า “เมื่อเทียบกับที่นักธุรกิจคาดหวังไว้ ระบบการศึกษาของเราตอบโจทย์ด้านการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้น้อยที่สุดในอาเซียน”
หากเรายอมรับว่า การเรียนรู้ในระบบ ก็เพื่อให้เด็กสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของประเทศ การประเมินความสำเร็จระบบการศึกษา จึงไม่ใช่เกรดเฉลี่ย หรือสถาบันการศึกษาที่ได้เรียนต่อ แต่เป็นความสามารถในการทำงานได้ตามที่นายจ้างคาดหวังไว้หรือไม่ นี่เป็นตรรกะหลักที่ WEF ใช้ในการพัฒนาแนวทางการให้คะแนน
ตรรกะอีกประการหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการประเมินของ WEF ก็คือ แต่ละประเทศมีระดับการพัฒนาไม่เท่ากัน ทักษะความรู้ความสามารถที่แรงงานจะต้องใช้จึงต่างกัน ความคาดหวังของนายจ้างจึงต่างกัน การวัดโดยใช้ข้อสอบมาตรฐานเดียวกันกับประเทศที่แตกต่างกัน จึงอาจจะใช่วิธีการที่เหมาะสมเสมอไป
กัมพูชามีระดับการพัฒนาที่ต่ำกว่าเรา แรงงานที่นายจ้างต้องการเป็นกลุ่มที่มีความรู้ไม่สูงมาก เศรษฐกิจไทยมีความก้าวหน้ากว่า ทักษะที่ต้องการจึงมีความซับซ้อนมากกว่าตามไปด้วย ดังนั้น หากใช้ความคาดหวังของนายจ้างมาเป็นไม้บรรทัดในการวัด แบบที่ WEF ใช้ เราก็ฟันธงได้เลยว่า เราสอบตกแบบไม่มีข้อแก้ตัว
แม้การตีความของ WEF และ PISA จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ข้อสรุปที่ได้ยังเป็นข่าวร้ายอยู่ดี เด็กไทยเรียนหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าตั้งแต่ก่อนเริ่มอนุบาล ชีวิตวนเวียนอยู่กับโรงเรียนอาทิตย์หนึ่งไม่ต่ำกว่า 30 ชั่วโมง นั่นหมายความว่า ก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย เด็กไทยใช้เวลากว่า 20,000 ชั่วโมงในการเรียนรู้ในระบบ นี่ยังไม่นับการกวดวิชาตอนเย็นกับวันหยุดเข้าไปด้วย เวลาจำนวนมากขนาดนี้ ช่วยให้เด็กไทยทำข้อสอบได้ แต่ไม่สามารถสร้างพื้นฐานให้เด็กสามารถนำเอาความรู้เหล่านี้ไปใช้ในชีวิตการทำงานได้ตามที่นายจ้าง (นักธุรกิจ) คาดหวัง แสดงว่าการปฏิรูปการศึกษาทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ยังไม่สามารถตอบโจทย์ของประเทศได้อย่างแท้จริง
ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่จำเป็นต้องยกระดับคุณภาพการศึกษา มีหลายประเทศที่เจอปัญหาแบบเดียวกัน และได้ลองผิดลองถูกมาก่อน ประสบการณ์จากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ให้บทเรียนสำคัญสามเรื่องที่วงการการศึกษาไทยควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง
เรื่องแรก จำนวนเงินที่ใช้ในระบบการศึกษามีความสำคัญน้อยกว่าการเลือกใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ (จะแจกแท็บเล็ต หรือ ติดไฟเพิ่มเพื่อห้องเรียนที่มีแสงสว่างเพียงพอ)
เรื่องที่สอง คุณภาพของครูมีความสำคัญมากกว่าขนาดของโรงเรียนหรือขนาดของชั้นเรียน (ยุบโรงเรียน หรือ เลือกคนเก่งมาเป็นครู)
เรื่องที่สาม การเรียนการสอนที่ครูเป็นใหญ่ได้ผลน้อยกว่าการเรียนการสอนที่เน้นการเติบโตทางความคิดของเด็ก (เอาใบงานให้นักเรียนไปทำมาส่ง หรือ เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาไปด้วยกัน โดยครูทำหน้าที่เป็นโค้ชแบบเดียวกับทีมวอลเลย์บอลหญิงของไทย)
ที่น่าสลดที่สุดก็คือ เด็กไทยสมัยนี้เรียนหนักมากจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน แต่ยิ่งเรียน กลับยิ่งล้มเหลว ไม่รู้ว่าวัยเด็กที่ต้องสูญเสียไปมันคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้กลับมาหรือเปล่า หากเป็นแบบนี้ ต่อให้เรียนกันวันละ 24 ชั่วโมง เราก็ยังต้องวิ่งตามหลังกินฝุ่นของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนของเราต่อไป
คุณภาพของการศึกษา คือ คุณภาพของลูกหลานของเรา เพราะฉะนั้น แม้คำว่า “แย่” จะดีกว่าคำว่า “ห่วย” แต่ไม่ว่าจะเป็นคำไหน ถ้าเกิดขึ้นกับเด็กไทยก็น่าเสียใจทั้งนั้น









